โดนแก้งาน 7 ครั้งก็ยังไม่เท ทนได้ไง? | Noon Freelance
บางทีเราก็ไม่รู้ว่าตัวเองเปลี่ยนไปจนกว่าจะมีเหตุการณ์บางอย่างมากระทบกับเรา
ตอนนี้มีอยู่งานหนึ่งที่เราต้องปรับแก้เนื้อหาหลายรอบมาก ซึ่งถ้าเป็นเราเมื่อก่อนคงโกรธและเซ็งสุดๆ ที่ต้องแก้แล้วแก้อีก
โดยปกติถ้าการแก้งานเกิดจากความบกพร่องของเราเอง เรายินดีแก้ แต่ถ้าเป็นการแก้งานในจุดที่ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของเรา เช่น
- สิ่งที่ลูกค้าให้เราแก้ไม่ได้อยู่ในบรีฟ
- สิ่งที่ลูกค้าสั่งแก้ เป็นการแก้ย้อนขั้นตอนที่ผ่านมาแล้ว
- สิ่งที่ลูกค้าอยากให้เราแก้เป็นเรื่องที่ Subjective มาก เช่นเขียนให้เป็นสไตล์เขามากกว่านี้ ซึ่งเป็นการแก้ที่เราทำให้ได้แค่ระดับหนึ่ง เพราะเราไม่มีทางเขียนในสไตล์เจ้าของเรื่องได้ 100%
ถ้าลูกค้าให้เราแก้งานด้วยเหตุผลเหล่านี้ เราจะยอมทำให้โดยเฉลี่ย 1-2 ครั้ง อย่างมากไม่เกิน 3 แต่ถ้าลูกค้านิสัยน่ารัก ยอมรับและขอโทษเราตามตรงว่าจุดที่เขาอยากให้แก้ไม่ใช่ความผิดเรา เราก็จะยินดีแก้งานให้อย่างไม่คิดเล็กคิดน้อยอะไร (แต่ก็มีลิมิตอยู่ดีนะ 55 ไม่ใช่ให้แก้ไปเรื่อยๆ)
แต่ในกรณีลูกค้าที่ให้เราแก้งานในจุดที่ไม่ใช่ความผิดพลาดของเรา แล้วยังไม่ขอโทษที่เราให้ต้องเสียเวลาแก้งานในจุดที่เราไม่ได้เป็นคนผิด โดยปกติเราจะไม่อยากทำงานให้คนแบบนี้เลย เพราะเราถือว่าเขาเป็นคนนิสัยไม่น่ารัก ไม่เห็นใจคนอื่น ไม่เห็นคุณค่าของเวลาและแรงงานที่เราทำลงไป คิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง เราไม่อยากร่วมงานด้วย แต่เราคงไม่ไปโวยวายอะไร เพราะคนที่ตีเนียนไม่รู้จักขอโทษคนอื่นแบบนี้โวยวายไปก็เท่านั้น เราจะใช้วิธีแจ้งลูกค้าตรงๆ ว่าจุดที่คุณให้เราแก้งาน ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของเรา เพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้เขารู้ไว้ก่อนว่า ถ้าอนาคตเราไม่ทำงานนี้ต่อ มันมีสาเหตุจากคุณนะ
แต่... นั่นคือเราเวอร์ชันในอดีต อยู่ดีๆ เราก็พบว่าตัวเองนิสัยเปลี่ยนไปแฮะ
ล่าสุดมีงานหนึ่งเราต้องปรับแก้งานหลายรอบมาก มันมีทั้งจุดที่เป็นความบกพร่องของเราเอง และมีทั้งจุดที่ไม่ใช่ความผิดพลาดของเราแน่ๆ ซึ่งถ้าเป็นนุ่นเวอร์ชั่นก่อน คงหงุดหงิดมากและเลิกทำงานนี้ไปนานแล้ว
แต่ตอนนี้เรากลายเป็นนุ่นที่ใจเย็นน้องๆ น้ำแข็งในช่องฟรีซตู้เย็น เขาให้เราแก้งานจุดไหนเราก็ทำ เขาให้เราแก้ย้อนขั้นตอนเราก็แก้ เขาให้เราปรับแล้วปรับอีก เราก็ปรับ เขาเร่งเอางาน เราก็ยอมโดยไม่เคยพูดถึงสถานการณ์ของตัวเองเลยสักครั้ง
"ทำไมเราถึงยอมได้ขนาดนี้? มันไม่ใช่ตัวเราเลย"
เราพยายามหาคำตอบกับตัวเอง แล้วเราก็พบว่ามีอยู่ไม่กี่เหตุผล
- ช่วงนี้เราฟังคลิปธรรมะบ่อยมมากกกกก 555 ก็เลยพยายามฝึกดูจิตดูใจว่าตอนนี้ทำงานด้วยใจแบบไหน ใส หรือ ขุ่นมัว ผลคือเราก็เลยไม่อยากโกรธ ไม่อยากหงุดหงิด คิดลบอะไรกับใคร เราพยายามประคองให้จิตใจเราเบาๆ ใสๆ สบายๆ
- พอไม่อยากคิดลบ เราก็เลยคิดว่าแต่ละครั้งที่เขาให้เราแก้งาน มันไม่ใช่การวนเวียนแก้งานเดิม แต่มันคือ "การทำงานครั้งใหม่" ของเรา พอคิดแบบนี้เราก็ไม่ไปหมกมุ่นกับคำว่าแก้งาน หรือตัวเลขจำนวนครั้งที่ถูกสั่งแก้ (ยังสนยังเซ็งบ้างแหละ แต่ไม่กี่นาทีก็หาย)
- พอเราคิดว่าทุกครั้งที่โดนให้แก้งาน คือการทำงานครั้งใหม่ มันก็ทำให้เรามองหาประโยชน์จากการทำงานแต่ละครั้งว่า "เราได้อะไรจากการทำงานครั้งนี้" คำตอบหลักๆ ของเราคือ "เรากำลังพัฒนาทักษะการเขียนให้แหลมคมขึ้น" ยิ่งทำมาก สกิลเราก็ยิ่งแข็งแรงขึ้น เราก็ยิ่งเขียนงานได้ดีขึ้น คิดดูสิมีคนจ่ายเงินให้เราฝึกเขียนงานให้เนี้ยบขึ้น มันดีมากเลยนะ (กับงานนี้เราคิดแบบนี้จริงๆ นะ ไม่ได้ประชด 555)
- เหตุผลข้อสุดท้ายนี่สำคัญสุดๆ เหตุผลข้ออื่นยังมีโน้มน้าวเราได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกท้อกับการแก้งาน รู้สึกหมดความอดทนจะทำงานนี้ รวมถึงรู้สึกสงสัยว่าทำไมเราต้องทนกับงานนี้ขนาดนี้ด้วยนะ พอเราทบทวนเหตุผลข้อนี้เราก็หายเป็นปลิดทิ้งเหมือนโดนเวทมนต์ นั่นคือเหตุผลที่ว่า
"งานนี้มีประโยชน์กับคนหมู่มาก และจะมีประโยชน์ไปจนตลอดชีวิตคนคนหนึ่ง"
นี่คือเหตุผลแรกที่ทำให้เราตัดสินใจรับงาน และเป็นเหตุผลทรงพลังที่ทำให้เราลุกทุกครั้งที่เราท้อ เราอยากจะพยายามต่อไปเพื่อให้งานนี้สำเร็จเป็นเล่มออกมา
ป.ล. กับงานนี้นิสัยเราอาจจะเปลี่ยนไป แต่กับงานอื่นไม่แน่ใจแฮะ 555 ต้องรอดูอีกที :P