ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน | Steal Like an Artist EP.1/4
เมื่อไหร่ที่สมองเราตีบตันคิดไอเดีย คิดคอนเทนต์ไม่ออก หรือเมื่อไหร่ที่เรารู้สึกตัวเองไม่มีความครีเอทีฟเท่าที่ควร เราจะหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่าน
Steal Like an Artist เขียนโดย Austin Kleon
ชื่อไทยคือ "ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน" แปลโดย อาสยา ฐกัดกุล
จัดพิมพ์โดย สนพ. We Learn
เป็นหนังสือที่ออกมาหลายปีแล้ว แต่เนื้อหาในเล่มยังนำมาปรับใช้ได้จนทุกวันนี้ เพราะสิ่งที่อยู่ในหนังสือเป็น "หลักคิด" วิธีมองโลกแบบศิลปิน
เป็นหนังสือที่ทำให้คนที่ไม่ได้จบสายอาร์ตอย่างเรา อ่านแล้วเกิดความเชื่อมั่นว่าเราก็สามารถทำงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้
ภาพรวมเนื้อหาในเล่มแบ่งเป็น 10 เคล็ดลับที่ช่วยให้เราคิดสร้างสรรค์ได้แบบศิลปินระดับโลก ซึ่งคุณ Austin Kleon สังเกต รวบรวม และสรุปออกมาจากการที่เขาทำงานในสายอาร์ตมาสิบปี และเขาการันตีว่า 10 วิธีนี้ไม่ได้ใช้ได้เฉพาะคนที่ทำงานสายครีเอทีฟ แม้แต่คนที่ทำอาชีพอื่นๆ ทั่วไป ก็สามารถนำเคล็ดลับที่เขาแชร์ไปปรับใช้เพื่อเพิ่มความครีเอทีฟในงานที่คุณทำได้เช่นกัน
1. ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน
ก่อนจะไปขโมยอะไร เราก็ต้องดูให้ออกก่อนว่าอะไรน่าขโมย/ไม่น่าขโมย
ในส่วนนี้เป็นการปรับมายด์เซ็ตของพวกเราให้เข้าใจ "วิธีมองโลก (แบบศิลปิน)" และดูเป็นว่าอะไรที่มีค่าพอให้เราขโมยมาใช้งาน
มายด์เซ็ตสำคัญๆ ที่เราต้องท่องไว้มีดังนี้
- ไม่มีอะไรแปลกใหม่อย่างแท้จริง ทุกไอเดียที่เห็นบนโลกไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก แต่เกิดขึ้นจากการรวมกันของ ไอเดีย 1 + ไอเดีย 2 + ไอเดีย 3... อารมณ์เดียวกับการที่ตัวเราเกิดมาบนโลกนี้ ต่อให้เราคิดว่าตัวเองไม่เหมือนใคร แต่ก็ต้องยอมรับว่าเราเกิดจาก พ่อ + แม่ ซึ่งพ่อกับแม่เราก็มาจาก ปู่ + ย่า และ ตา + ยาย เป็นต้น
- ใส่ขยะเข้าไปก็จะได้ขยะออกมา การที่เราเติบโตมาเป็นคนอย่างทุกวันนี้ มันไม่ใช่แค่มาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน เพื่อนที่เราคบ หนังสือที่เราอ่าน หนัง/ซีรีส์ที่เราดู สิ่งแวดล้อมแถวบ้าน ผู้คนที่เราพูดคุย คลิป Tiktok/Youtube ที่เราเสพ ฯลฯ ทุกสิ่งอย่างล้วนมีอิทธิพลต่อความคิด/อุปนิสัยของเราไม่มากก็น้อย นึกถึงคำพูดที่ว่า เราคือค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่เราคลุกคลี เพราะฉะนั้นจงรู้จักเลือกเสพสิ่งดีๆ เข้าตัว
- ศึกษาที่มาของความคิด ข้อนี้เป็นวิธีการฝึกให้คุณมีวิธีคิดแบบเดียวกับไอดอลที่คุณชื่นชอบ พูดง่ายๆ คือถ้าคุณรักใครชอบใครจริง หรือเห็นผลงานของใครแล้วรู้สึกโดนใจมากๆ สิ่งที่คุณต้องทำคือพยายามขุดถึง "ต้นตอความคิด" ของคนๆ นั้น ขุดเบื้องหลังวิธีคิดของเขาให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น หนังสือที่เขาชอบอ่าน, เพจที่เขาติดตาม, ไอดอลที่เป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของเขา, ซีรีส์ที่เขาดู, เพลงที่เขาฟัง, งานอาร์ตที่เขาสะสม ฯลฯ พยายามฝึกขุดแบบนี้ให้เป็นนิสัย แล้ววันหนึ่งคุณจะมีวิธีคิดแบบที่คุณชื่นชอบไปโดยปริยาย
- สอนตัวเองนำหน้าคนอื่น ไม่ว่าคุณจะอยากนำหน้าคนอื่น หรือคุณอยากเป็นคนที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ดีกว่าคุณคนเมื่อวาน จงอย่าคิดว่าเรียนจบแล้วเท่ากับสิ้นสุดการเรียนรู้ อย่าจำกัดตัวเองว่าถ้าไม่มีคนมาสอน คุณจะเก่งกว่าที่เป็นอยู่ไม่ได้ ไม่ว่าคุณจะเรียนจบอะไรมา ไม่ว่าตอนนี้คุณจะอายุเท่าไหร่ คุณก็สามารถพัฒนาตัวเองให้เป็นคนแบบที่คุณฝันไว้ได้ทั้งนั้น ขอเพียงแค่คุณกระหายใคร่รู้ตลอดเวลา อัพเดตความรู้อยู่เสมอ และรู้จักค้นหาคำตอบของสิ่งที่คุณสงสัยด้วยตัวเอง (Learn How to Learn) รับประกันว่าคุณเป็นได้ทุกอย่างที่คุณต้องการแน่นอน
- เก็บของที่ขโมยมาไว้ใช้ทีหลัง เจอไอเดียอะไรที่ชอบๆ โดนๆ หมั่นจดใส่สมุดหรือเซฟใส่มือถือ (วิธีไหนก็ได้ที่คุณสะดวกบันทึกและหยิบมาใช้งาน) จริงอยู่ว่าเราค่อยนั่งรีเสิร์ชตอนที่เราต้องการไอเดียเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ได้ แต่จากประสบการณ์ทำงานสายคอนเทนต์-ครีเอทีฟ เราพบว่าการตุนความรู้ ตุนไอเดียต่างๆ ไว้เสมอ เจอคลิปอะไรที่ชอบก็สร้างเพลย์ลิสต์เซฟเก็บไว้ เจอคำที่ชอบก็พิมพ์/เขียนเก็บไว้เป็นคลังคำศัพท์ของตัวเอง ฯลฯ วิธีเหล่านี้จะช่วยให้เราคิดงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้เร็วขึ้น หรือถ้าต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม เราจะรู้ได้ทันทีว่าต้องไปขุดหาไอเดียจากที่ไหน มันอารมณ์คล้ายๆ เชฟที่มีวัตถุดิบพร้อมสรรพจะทำเมนูอะไรก็ง่ายและทำได้เร็วกว่าเชฟที่ในครัวมีแต่ความว่างเปล่า จะรังสรรค์เมนูอะไรทีก็ต้องไปหาวัตถุดิบก่อน
2. อย่ามัวแต่รอจนกว่าจะค้นพบตัวตนแล้วจึงเริ่มลงมือ
- ท่องจำให้ขึ้นใจ "คำว่าพร้อม ไม่มีอยู่จริง" มนุษย์แทบร้อยทั้งร้อยกลัวการเริ่มต้นทั้งนั้นแหละ ในหนังสือเรียกโรคนี้ว่า "อาการสงสัยในตัวเอง" บอกตามตรงนะ ขนาดเรา (นุ่น) ทำงานสายคอนเทนต์มาสิบกว่าปี บางครั้งเรายังมีอาการไม่มั่นใจในทักษะการเขียนของตัวเองเลย และนี่คือเหตุผลที่เราชอบหยิบเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน
"ผมจะบอกอะไรให้นะครับ ใครๆ ก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ ลองถามคนทำงานสร้างสรรค์คนไหนดูก็ได้ พวกเขาจะตอบคุณตามตรงว่า พวกเขาไม่รู้หรอกว่าผลงานดีๆ มาจากไหน พวกเขาก็แค่ลงมือทำงาน และตั้งหน้าตั้งตาทำไปทุกวัน ก็เท่านั้นเอง"
- สมมุติว่าทำได้ไปก่อน จนกว่าจะทำได้จริงๆ ประโยคนี้ใช้ได้ 2 ความหมาย 1. จงแสร้งเป็นอะไรบางอย่างที่เราอยากเป็นจนกว่าเราจะกลายเป็นคนแบบนั้นจริงๆ 2. จงแสร้างทำอะไรบางอย่างไปเรื่อยๆ จนคุณทำสิ่งนั้นได้จริงๆ เช่น คุณอาจจะแต่งตัวแบบคนที่คุณอยากเป็น, มโนว่าตัวเองเป็น Youtuber แล้วอัดคลิปตัวเองขึ้น Youtube ตั้งแต่วันนี้ ถ้าคุณลงมือทำทุกวัน มีการเรียนรู้ ปรับปรุง พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผ่านไป 6 เดือน ผ่านไป 1 ปี ถึงแม้เราจะไม่ชัวร์ว่าคุณจะได้เป็น Youtuber ประสบความสำเร็จแบบที่ฝันไว้หรือเปล่า แต่เรามั่นใจว่าถึงตอนนั้นคุณต้องกลายเป็น Youtuber ที่เก่งกว่าคุณในวันนี้แน่นอน มันก็โอเคไม่ใช่หรอ?
- เริ่มต้นเลียนแบบ ต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว ถ้าคุณชอบใครก็เลียนแบบเขาซะ แต่....เราไม่ได้ให้คุณไปขโมยผลงานเขานะ ความหมายของการ "เลียนแบบ" ในหนังสือคือให้คุณรื้อโครงสร้างเดิมของต้นฉบับออกมาเป็นส่วนๆ เพื่อศึกษาวิธีคิดเบื้องหลังของเขา, จุดเด่น, จุดที่เขายังขาด ฯลฯ จากนั้นคุณก็ไปศึกษาโครงสร้างผลงานของฮีโร่คนอื่นๆ ด้วยวิธีนี้อีก ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนคุณเกิดไอเดียสร้างผลงานของตัวเอง จากนั้นคุณค่อยลงมือประกอบร่างผลงานของคุณขึ้นมา
"อย่าขโมยจากฮีโร่คนใดคนหนึ่ง แต่จงขโมยจากฮีโร่ทุกคนที่คุณชื่นชม...ถ้าคุณเลียนแบบคนใดคนหนึ่งมันคือการขโมยผลงาน แต่ถ้าคุณเลียนแบบหลายคน มันจะกลายเป็นการค้นคว้า"
"อย่าขโมยมาแค่เปลือกนอกของผลงาน แต่ควรขโมยวิธีคิดเบื้องหลังผลงานเหล่านั้นมาด้วย อย่าพยายามทำตัวเหมือนฮีโร่ของคุณ จงพยายามคิดให้เหมือนฮีโร่ของคุณจะดีกว่า"
- การเลียนแบบไม่ใช่การยกย่อง

อ่านต่อ >> เขียนหนังสือที่คุณอยากอ่าน | Steal Like An Artist EP.2
