อย่าทำให้ "คุณในอนาคต" ต้องเสียใจ | One Thing EP.4 (จบ)
วิลล์ โรเจอร์ส กล่าวไว้ "ต่อให้เลือกเส้นทางได้ถูกต้อง แต่ถ้าคุณอยู่นิ่งๆ ไม่ทำอะไร คุณก็จะถูกคนอื่นแซงหน้า"
ผลลัพธ์อันน่าทึ่ง
เกิดขึ้นจาก 3 องค์ประกอบสำคัญที่เกี่ยวพันกันอย่างแนบแน่น
- เป้าหมาย
- สิ่งสำคัญที่สุด
- ผลงาน
"สิ่งเดียวที่คุณต้องทำให้สำเร็จคือเป้าหมาย ส่วนสิ่งที่มีความสำคัญรองลงมาคือการทำสิ่งที่สำคัญที่สุดเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น คนที่สร้างผลงานได้มากที่สุดมักตั้งต้นจากเป้าหมายและใช้มันเป็นเข็มทิศเพื่อตัดสินใจว่าสิ่งใดคือสิ่งสำคัญที่สุดที่คอยผลักดันการกระทำพวกเขา" วิธีนี้คือหนทางตรงมุ่งไปสู่ผลลัพธ์อันน่าทึ่ง
ยิ่งเราได้รับแรงผลักดันจากเป้าหมายและสิ่งสำคัญที่สุดมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งทำผลงานได้มากเท่านั้น และในมุมของการทำธุรกิจทุกประเภท กำไรเป็นกอบเป็นกำเกิดขึ้นจากบุคลากรทำผลงานได้เยอะ
🎯 จดจ่ออยู่กับเป้าหมาย
ชะตากรรมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเรา และชีวิตก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราเลือก สูตรสำเร็จที่เรียบง่ายในการสร้างชีวิตที่น่าอัศจรรย์นั่นคือ คุณต้องจดจ่ออยู่กับเป้าหมาย-สิ่งสำคัญที่สุด-ผลงาน
เป้าหมายเป็นตัวกำหนดสิ่งสำคัญที่สุด และสิ่งสำคัญที่สุดก็เป็นตัวกำหนดว่าเราจะทำผลงานได้มากน้อยแค่ไหน
ซึ่งในหนังสือได้ยกตัวอย่าง "สครูจ" นายธนาคารขี้ตืดในนิยายเรื่อง A Christmas Carol ที่หลังจากมีวิญญาณ 3 ตนมาหา แล้วแสดงให้เห็นภาพเหตุการณ์ในอดีต ปัจจุบัน อนาคต สครูจก็ตระหนักว่ายังพอมีเวลาเปลี่ยนแปลงชะตากรรมตัวเอง
ในตอนจบ สครูจเปลี่ยนเป็นคนใหม่ จากที่เคยเกลียดทุกอย่างที่ทำให้ผู้คนมีความสุข ไม่เป็นมิตรกับใคร เขากลายเป็นคนที่มีความสุขกับการได้สานสัมพันธ์กับผู้อื่นและช่วยเหลือคนเหล่านั้นอย่างเต็มกำลัง "สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาคือการหาเงินให้ได้มากที่สุดและนำเงินที่หาได้ไปช่วยเหลือผู้คนให้มากที่สุด"
"ชีวิตไม่ใช่การค้นหาตัวตน แต่เป็นการสร้างตัวตนของเราขึ้นมา" - จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์กล่าวไว้
ตัวตนและเป้าหมายเป็นตัวกำหนดการกระทำและผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น
มีความสุขอย่างมีจุดมุ่งหมาย
ความสุขคือหนึ่งสิ่งที่คนจำนวนมากต้องการ ปัญหาคือเราต้องระวังไม่ให้เป้าหมายในชีวิตเราเป็นเหมือนขันที่รั่ว-ไม่มีวันเติมน้ำเต็ม ถ้าเราเผลอปล่อยตัวเองให้ตกอยู่ในหลุมพรางเสาะแสวงหาความสำเร็จไปเรื่อย ทุกครั้งที่เราทำสำเร็จในไม่ช้าความสุขจะลดลงอย่างรวดเร็ว แล้วเราก็จะออกตามหาความสุขใหม่ไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด
ต้องทำยังไงเราถึงจะมีความสุขอย่างยั่งยืน?
คำตอบความสุขจะเกิดขึ้นระหว่างที่เราพยายามบรรลุเป้าหมาย
มาร์ติน เซลิกแมน อดีตประธานสมาคมจิตวิทยาแห่งอเมริกาเชื่อว่ามีปัจจัย 5 อย่างที่ส่งผลต่อความสุขของคนเรา ได้แก่
- อารมณ์ด้านบวกและความพึงพอใจ
- ความสำเร็จ
- ความสัมพันธ์
- ความทุ่มเท
- ความหมาย
และเขาเชื่อว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือความทุ่มเทและความหมาย
"ความทุ่มเทกับสิ่งที่เราทำด้วยการค้นหาวิธีที่จะทำให้ชีวิตเรามีความหมายมากขึ้น"
คือวิธีที่ได้ผลที่สุดในการเสาะหาความสุขที่ยั่งยืน และความสุขอันทรงพลังและยั่งยืนที่สุดจะเกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่
พลังของเป้าหมาย
- วิธีสร้างผลลัพธ์อันน่าทึ่งก็คือ รู้ว่าสิ่งไหนสำคัญสำหรับคุณและทำกิจวัตรที่สอดคล้องกับสิ่งนั้น
- เมื่อคุณมีเป้าหมายที่แน่นอนในชีวิต ความชัดเจนจะเกิดขึ้น ส่งผลให้คุณเชื่อมั่นในทิศทางที่จะมุ่งหน้าต่อไปมากขึ้น และนำไปสู่การตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วขึ้นด้วย
- เมื่อคุณตัดสินใจได้เร็วขึ้น คุณก็จะมักได้เลือกเป็นคนแรกและได้รับทางเลือกที่ดีที่สุด
- เมื่อคุณได้รับทางเลือกที่ดีที่สุด คุณก็จะมีโอกาสได้สัมผัสประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม
- การตระหนักว่าทำไมคุณถึงทำบางสิ่งบางอย่างจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ส่งผลให้คุณมีพลังมากพอที่จะลุกขึ้นสู้อีกครั้งเมื่อสิ่งต่างๆ ย่ำแย่
Tips : ค้นหา "เป้าหมาย" สิ่งเดียว
- ถามตัวเองว่า "แรงผลักดันของคุณคืออะไร" และ "อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณตื่นนอนตอนเช้าและก้าวเดินต่อไปแม้จะเหนื่อยจนสายตัวแทบขาด" / Why คุณรู้สึกตื่นเต้นกับชีวิต Why คุณทำสิ่งที่ทำอยู่
- ถ้าก็ยังตอบตัวเองไม่ได้ ให้เลือกทิศทางกว้างๆ ที่จะมุ่งหน้าไป หรือถ้าคำว่า "เป้าหมาย" มันฟังดูยุ่งยาก คุณอาจมองหา "สิ่งเดียวที่คุณปรารถนามากกว่าสิ่งอื่น"
- ลองเขียนลงบนกระดาษว่าคุณอยากประสบความสำเร็จในเรื่องใดและอธิบายว่าคุณจะทำแบบนั้นได้อย่างไร
"เป้าหมายของผมคือการช่วยให้ผู้คนมีชีวิตที่ยอดเยี่ยมที่สุดผ่านการสอน การแนะนำ และการเขียนหนังสือ" ทำให้ตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปี สิ่งสำคัญเพียงสิ่งเดียวของผมคือการสอนและให้คำแนะนำ โดยมีสื่อการสอนเป็นหนังสือที่ผมเขียน
"จำไว้ว่าคุณต้องเริ่มด้วยการกำหนดทิศทาง เดินไปตามเส้นทางดังกล่าว แล้วดูว่ามันทำให้คุณรู้สึกอย่างไร จากนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเวลา ถ้าคุณไม่ชอบเส้นทางที่เลือก คุณสามารถเปลี่ยนใจได้เสมอ เพราะนี่คือชีวิตคุณ"
🎯 จดจ่ออยู่กับสิ่งสำคัญที่สุด
"การวางแผนคือการทำอนาคตให้เป็นปัจจุบัน เพื่อที่คุณจะได้ทำบางอย่างกับมันตั้งแต่ตอนนี้" - อลัน ลาเกียน
การจดจ่ออยู่กับเป้าหมายจะทำให้คุณรู้ที่ที่คุณอยากไป และการจดจ่ออยู่กับสิ่งสำคัญที่สุดจะทำให้คุณรู้ว่าต้องทำอะไรเพื่อที่จะไปถึงเป้าหมายนั้น
"ตัวคุณในปัจจุบัน" และ "ตัวคุณในอนาคต" ถูกกำหนดขึ้นจากสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณทำในช่วงเวลานี้ ส่วนปัจจัยที่เป็นตัวตัดสินว่าคุณจะกำหนดให้อะไรเป็นสิ่งสำคัญที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับว่าคุณให้ความสำคัญกับตัวคุณในปัจจุบันหรือตัวคุณในอนาคตมากกว่ากัน
ปัญหาคือถึงแม้คนเราจะชอบรางวัลก้อนโตมากกว่าก้อนเล็ก แต่เมื่อต้องเลือกระหว่างรับรางวันตอนนี้กับรอรับรางวัลในอนาคต คนเรามักเลือกรางวัลแบบแรกมากกว่า "ยิ่งรางวัลอยู่ห่างไกลมากเท่าไหร่ แรงจูงใจในการคว้ามันมาครองก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น"
ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงแนะนำให้เรา "ตั้งเป้าหมายให้เป็นปัจจุบัน" คือเริ่มจากตั้งเป้าหมายในอนาคต จากนั้นค่อยวางแผนอย่างเป็นระบบว่าตอนนี้ต้องทำอะไรบ้าง เหมือนกับการเรียงโดมิโนนั่นเอง

การจินตนาการถึงกระบวนการ (แบ่งเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ออกเป็นส่วนๆ ให้อยู่ในรูปของขั้นตอนที่จำเป็นต้องทำในการบรรลุเป้าหมายนั้น) จะช่วยให้คุณสามารถวางแผนอย่างเป็นระบบ และบรรลุผลลัพธ์อันน่าทึ่ง
ขั้นตอนสุดท้ายของการตั้งเป้าหมายคือ เขียนเป้าหมายของคุณลงบนกระดาษ ซึ่งในปี 2008 ดร.เกล แมทธิวส์ จากมหาวิทยาลัยโดมินิกันได้ทำการทดลองกับผู้คนหลากหลายอาชีพจำนวน 267 คน พบว่าคนที่เขียนเป้าหมายของตัวเองลงบนกระดาษมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าคนที่ไม่เขียน 39.5%

🎯 จดจ่ออยู่กับผลงาน
"การสร้างผลงานไม่ได้หมายถึงการทำงานหามรุ่งหามค่ำหรือยุ่งอยู่ตลอดเวลา...แต่เป็นเรื่องของการจัดลำดับความสำคัญ การววางแผน และการปกป้องเวลาของคุณอย่างสุดใจขาดดิ้น" - มาร์การ์ตา ทาร์ทาคอฟสกี
การทำสิ่งที่ก่อให้เกิดผลงานจะเปลี่ยนแปลงชีวิตเรา การสร้างผลลัพธ์อันน่าทึ่งขึ้นอยู่กับการตักตวงประโยชน์จากสิ่งที่คุณทำให้มากที่สุด และ "เวลา" ที่คุณทำสิ่งเหล่านั้นก็มีความสำคัญด้วย
คนเรามีเวลาเท่ากัน แต่บางคนกับหาเงินได้มากกว่าคนอื่น "นั่นหมายความว่าวิธีการบริหารเวลาของเราเป็นตัวกำหนดจำนวนเงินที่เราหาได้ใช่หรือเปล่า?"
สิ่งที่อธิบายวิธีบริหารเวลาของเราได้ดีที่สุดคือการดูจำนวนเงินที่เราหาได้จากการใช้วิธีดังกล่าว "คุณใช้วิธีไหนระหว่าง 100,000 ดอลลาร์ต่อปี...หรือมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ต่อปี"
ถ้าเวลามีค่าเท่ากับเงิน ถ้าเงินคือตัวแทนของการสร้างผลงาน ความสำเร็จของวิธีบริหารเวลาก็สามารถตัดสินจากผลงานที่ได้ ซึ่งในส่วนนี้ผู้เขียนได้เรียนรู้จากการร่วมงานกับเศรษฐีเงินล้านคือ "ผู้ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือผู้ที่ทำผลงานได้มากที่สุด"
นั่นเป็นเพราะพวกเขาทุ่มเทเวลาอย่างเต็มที่ให้กับการสร้างผลงาน พวกเขากำหนดตารางเวลาให้กับ "สิ่งเดียว" และปกป้องช่วงเวลาดังกล่าวอย่างแข็งขัน
กำหนดตารางเวลา
"แสงอาทิตย์ไม่สามารถทำให้เกิดการเผาไหม้ได้จนกว่าจะมีการรวมแสง"
สำหรับคนที่ต้องการจดจ่อความคิดอยู่กับงานที่กำลังทำ สามารถทำงานเยอะๆ ภายในระยะเวลาที่ร่างกายรับไหว ผู้เขียนแนะนำให้หยิบปฏิทินขึ้นมาแล้วกำหนดเวลาที่คุณต้องใช้ในการทำ "สิ่งเดียว" ให้เสร็จ
แต่ถ้า "สิ่งเดียว" ที่อยากทำต้องแบ่งเวลาทำอย่างสม่ำเสมอ ให้คุณกำหนดตารางเวลาที่เหมาะสมทุกวันเพื่อที่คุณจะได้ทำมันจนกลายเป็นนิสัย ส่วนเรื่องอื่นๆ ให้พักไว้ก่อน
"เมื่อกำหนดตารางเวลา คุณก็จะทำผลงานได้สูงสุด และมันก็จะเป็นแบบนี้ติดต่อกันทุกวันไปตลอดชีวิต"


เมื่อคุณรู้แล้วว่า "สิ่งเดียว" ของคุณคืออะไร จงนัดหมายกับตัวเองเพื่อทำสิ่งนั้น ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อคุณทุ่มเทเวลาให้กับอะไรบางอย่างเพื่อให้ตัวเองประสบความสำเร็จ
และสำหรับคนที่ต้องการประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ผู้เขียนแนะนำให้คุณกำหนดตารางเวลาด้วย 3 สิ่งต่อไปนี้
- ตารางเวลาสำหรับวันหยุด
เมื่อคุณตั้งใจว่าจะต้องประสบความสำเร็จให้ได้ คุณต้องเริ่มจากการปกป้องเวลาสำหรับพักผ่อนและให้รางวัลกับตัวเอง
การพักผ่อนสำคัญพอๆ กับการทำงาน เพราะเมื่อคุณได้พักผ่อนมากขึ้น รู้สึกผ่อนคลาย คุณจะทำผลงานได้มากกว่าเดิม ซึ่งคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะเห็นภาพตัวเองทำงานและลาหยุด นอกจากนั้นการวางแผนลาหยุดล่วงหน้าจะทำให้คุณสามารถจัดแจงเวลาทำงานให้สอดคล้องกับวันหยุด และยังเป็นการแจ้งให้คนอื่นรู้ล่วงหน้าว่าคุณจะหยุดเมื่อไหร่ เพื่อที่เขาจะได้วางแผนให้สอดคล้องกับเรา
2. ตารางเวลาสำหรับสิ่งเดียวของคุณ
หลังจากกำหนดตารางวันหยุด ก็ถึงเวลากำหนดตารางสำหรับ "สิ่งเดียว" ของคุณ ซึ่งคนที่ทำผลงานได้มากที่สุดมักวางแผนการในแต่ละวันโดยดูจาก "สิ่งเดียว" ของพวกเขาเป็นหลัก การนัดหมายที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาคือการนัดหมายกับตัวเอง และพวกเขาไม่เคยผิดนัดเลยสักครั้ง
โรเบิร์ต เลอวีน เขียนไว้ในหนังสือ A Grography of Time "คนส่วนใหญ่ทำงานตามเวลา แต่มีคนอีกกลุ่มที่ทำงานตามหน้าที่...หน้าที่ฉันจะหมดลงก็ต่อเมื่อทำงานชิ้นนี้เสร็จ"
คนที่ทำผลงานได้มากที่สุดจะทำงานตามหน้าที่ โดยจะไม่ยอมวางมือจาก "สิ่งเดียว" ของพวกเขาจนกว่าจะทำมันเสร็จ
Tips สำหรับขั้นตอนนี้
- คุณต้องกำหนดตาราเวลาทำ "สิ่งเดียว" ในตอนเช้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
- คุณต้องให้เวลากับ "สิ่งเดียว" 4 ชั่วโมงต่อวัน "เป็นอย่างน้อย"
- พอล เกรแฮม หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทร่วมลงทุนชื่อ วาย คอมบิเนเตอร์ แบ่งงานทุกชนิดออกเป็น 2 ประเภท 1) งานสร้าง (ทำหรือสร้างอะไรบางอย่าง) 2) งานจัดการ (ควบคุมดูแลหรือสั่งการ) เขาจะให้ตารางเวลากับ "งานสร้าง" มากกว่า หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าอยากสร้างผลลัพธ์อันน่าทึ่ง "จงทำตัวเป็นผู้สร้างในตอนเช้าและผู้จัดการในตอนบ่าย"
3. ตารางเวลาสำหรับการวางแผน
ความสำคัญของการวางแผน เพื่อให้คุณรู้ว่าตอนนี้อยู่จุดไหนและคุณต้องการก้าวไปสู่จุดไหน
ถ้าต้องการวางแผนประจำปี ควรเลือกทำในช่วงท้ายๆ ของปีเพื่อจะได้รู้ว่าควรมุ่งหน้าไปในทิศทางไหนดี แต่ก็ต้องไม่ล่าช้าจนเกินไป ลองวิเคราะห์เป้าหมายอันไกลโพ้นและในอีก 5 ปีข้างหน้า จากนั้นถอยมาดูว่าช่วง 1 ปีต่อจากนี้ควรทำอะไรบ้างเพื่อให้เข้าใกล้เป้าหมายนั้นมากขึ้น
กำหนดตารางเวลา 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อทบทวนเป้าหมายประจำปีและประจำเดือน โดยใช้หลักการเดียวกับการเรียงโดมิโนต่อกัน
- เริ่มจากถามตัวเองว่ามีสิ่งไหนบ้างที่ต้องทำในเดือนนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายประจำปี
- ถามตัวเองต่อว่า มีสิ่งไหนบ้างที่ต้องทำในสัปดาห์นี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายประจำเดือน

คุณอาจมองปฏิทินแล้วคิดว่า "ฉันจะทำแบบนี้ได้ตลอดทั้งปีไหมเนี่ย" แนะนำให้คุณจดจ่อแค่กับการทำเครื่องหมาย X อันต่อไปบนปฏิทิน ท่องจำแค่ว่า "อย่าทำให้มันขาดตอน"

วอลเตอร์ เอเลียต กล่าวไว้ "ความมุ่งมั่นไม่ใช่การวิ่งระยะไกล แต่เป็นการวิ่งระยะสั้นหลายๆ รอบ" เมื่อคุณวิ่งระยะสั้นติดต่อกัน การวิ่งจะเป็นเรื่องง่ายขึ้นเรื่อยๆ โดยมันจะก่อให้เกิดแรงเหวี่ยงและแรงจูงใจ
จงล้มโดมิโนวันละตัวจนกว่าคุณจะสร้างนิสัยอันทรงพลังอย่างการกำหนดตารางเวลาได้สำเร็จ
ปกป้องตารางเวลาของตัวเองไว้
คิดเสียว่าคุณไม่สามารถเลื่อนตารางเวลาได้ หรือถ้าจำเป็นต้องยกเลิกตารางเวลาก็ต้องหาเวลาชดเชย
"ตราบใดที่ยังทำสิ่งเดียวไม่เสร็จ สิ่งอื่นๆ ถือเป็นสิ่งรบกวน" เขียนประโยคนี้ใส่กระดาษ แปะติดผนังไว้เตือนตัวเอง
ถ้าระหว่างที่ลงมือทำ "สิ่งเดียว" เกิดมี "สิ่งอื่น" ผุดขึ้นมาในหัว ให้จดมันลงในรายการสิ่งที่ต้องทำ แล้วหันกลับไปทำ "สิ่งเดียว" ให้เสร็จก่อน
Tips ต่อสู้อุปสรรค-ช่วยให้จดจ่อกับ "สิ่งเดียว"
- สร้างฐานที่มั่น หาที่เงียบสงบ ไร้สิ่งรบกวน
- ตุนเสบียง เตรียมเครื่องเขียน อุปกรณ์ ขนม เครื่องดื่มที่ต้องใช้ไว้ใกล้มือ เพื่อให้เราอยู่กับ ที่ อยู่กับ "สิ่งเดียว" (ยกเว้นเข้าห้องน้ำ)
- กำจัดระเบิด ปิดทุกสิ่งที่จะมาขัดจังหวะทำ "สิ่งเดียว" ปิดมือถือ ไม่อ่านไลน์ ไม่อ่านเมล์ ไม่เล่นเน็ต ฯลฯ
- ขอกำลังเสริม เล่าแผนการให้คนที่มีแนวโน้มจะมาขัดจังหวะคุณฟัง เพื่อให้เขารู้ว่าคุณกำลังมุ่งมั่นทำอะไรอยู่และจะว่างตอนไหน เชื่อเถอะว่าเขายินดีที่จะช่วยสนับสนุนคุณเต็มที่เลย
- ถ้าทำหมดทุกข้อด้านบน แต่ก็ยังกำจัดอุปสรรคต่างๆ ไม่ได้ จงตั้งคำถามสำคัญกับตัวเอง "อะไรคือสิ่งเดียวที่ฉันสามารถทำได้เพื่อปกป้องตารางเวลาของตัวเอง ซึ่งจะทำให้สิ่งอื่นๆ กลายเป็นเรื่องงานหรือไม่จำเป็นต้องทำเลย"
กฎเหล็ก 3 ข้อ
เพื่อเพิ่มโอกาสให้คุณได้สัมผัสผลลัพธ์อันน่าทึ่ง มีกฎเหล็ก 3 ข้อ ที่คุณต้องทำตามให้ได้
1. มุ่งสู่ความเป็นเลิศ
"ความเป็นเลิศ" มีบทบาทสำคัญในการเรียงโดมิโน
"ความเป็นเลิศ" คือต้นเหตุของ "ผลลัพธ์อันน่าทึ่ง"
"ความเป็นเลิศ" ไม่ใช่ผลลัพธ์ แต่คือวิธีคิด วิธีปฏิบัติตน และเป็นการเดินทางอย่างหนึ่ง
ผู้เขียนแนะนำให้คุณมองว่าความเป็นเลิศคือเส้นทางแทนที่จะเป็นจุดหมาย จะช่วยให้คุณรู้สึกว่าเข้าถึงง่ายขึ้นและสามารถคว้ามาครองได้
และเมื่อคุณเลือกที่จะมุ่งสู่ความเป็นเลิศในด้านที่เหมาะสม การเสาะหาความเป็นเลิศในด้านนั้นจะทำให้สิ่งอื่นๆ กลายเป็นเรื่องง่ายหรือไม่จำเป็นต้องทำเลย
ความเป็นเลิศคือการทุ่มเทอย่างสุดความสามารถเพื่อดึงเอาศักยภาพที่ดีที่สุดของคุณออกมาในกับงานที่สำคัญที่สุด
เราเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่เคยเรียนมาแล้วและเป็นมือสมัครเล่นในเรื่องที่รอให้เราค้นพบ นี่คือเหตุผลว่าทำไมความเป็นเลิศถึงเปรียบได้กับการเดินทาง
การมุ่งหน้าสู่ความเป็นเลิศ มันเป็นการเดินทางที่ไม่มีจุดสิ้นสุด และความเชี่ยวชาญก็ขึ้นอยู่กับจำนวนที่ใช้ในการฝึกฝน
เคยได้ยินเรื่องกฎ 10,000 ชั่วโมงที่บรรดาคนสำเร็จวงการต่างๆ ใช้ฝึกฝนจนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญใช่มั้ย?
จงใช้เวลาประมาณวันละ 4 ชั่วโมงต่อวันสำหรับจัดการกับ "สิ่งเดียว"
เมื่อคุณกำหนดตารางเวลาสำหรับ "สิ่งเดียว" ของคุณแล้ว จงตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณกำลังเดินอยู่บนหนทางที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศ นี่จะช่วยให้คุณมีโอกาสมากขึ้นที่จะทำผลงานได้มาก
2. เปลี่ยน "พ" ให้เป็น "ป"
บางครั้งหนทางสู่ความเป็นเลิศก็ไม่ใช่แค่การทำให้ดีที่สุดเท่าที่คุณทำได้ แต่ขึ้นอยู่กับการทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุดเท่าที่มันจะดีได้
ปกติคนเรามักจะเลือกทำอะไรตามสัญชาตญาณ เมื่อเรารู้ว่าอยากทำอะไรหรือต้องทำอะไรให้เสร็จ เราจะใช้พรสวรรค์ที่มีทำมัน แต่จริงๆ แล้ว พรสวรรค์ทุกชนิดล้วนมีเพดานของความสำเร็จ
แต่ถ้าคุณอยากทำ "สิ่งเดียว" ให้สำเร็จ คุณต้องทลายขีดจำกัดของตัวเอง เปลี่ยนจากทำตาม "พ" พรสวรรค์ ให้เป็นลงมือทำทุกอย่างโดยมุ่งไปที่ "เป้าหมาย"
สมมติ "สิ่งเดียว" ของคุณคือการตัดต้นไม้ คนที่ทำงานตาม "พ" พรสรรค์จะแบกขวานแล้วตรงดิ่งไปตัดต้นไม้ทันที แต่คนที่ใช้วิธี "ป" เป้าหมาย จะตั้งคำถามก่อนว่า "ฉันจะหาเลื่อยไฟฟ้าได้ที่ไหน"
การมีทัศนคติแบบ "ป" จะช่วยให้คุณทำสิ่งที่อยู่นอกเหนือขีดจำกัดของตัวเองและประสบความสำเร็จได้ไกลเกินกว่าที่พรสวรรค์ของคุณจะทำได้
ดังนั้น คุณต้องเต็มใจทำทุกวิถีทางเพื่อบรรลุเป้าหมายให้ได้

"ผลลัพธ์ที่แตกต่างต้องอาศัยการทำในสิ่งที่แตกต่าง" จงยึดมั่นในกฎนี้ แล้วคุณจะมีโอกาสประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่
คนที่มุ่งหน้าสู่ความเป็นเลิศจะตั้งเป้าหมายให้สูงขึ้นเรื่อยๆ หมั่นท้าทายตัวเองให้ก้าวข้ามเพดานที่มีอยู่ พวกเขาจะถามตัวเองว่า "ฉันอยากพัฒนาตัวเองให้มากกว่านี้ แล้วฉันมีทางเลือกอะไรบ้าง"
เมื่อคุณพยายามเต็มที่แล้วผลลัพธ์ไม่ได้ออกมาดีที่สุด คุณต้องเลิกใช้ "พ" และหันมาใช้ "ป" จงมองหาหนทางและระบบที่ดีกว่าเดิมที่สามารถพาคุณไปได้ไกลขึ้น
จงกำหนดตารางเวลาและใช้เวลานั้นอย่างมีเป้าหมาย แล้วปลดปล่อยศักยภาพของตัวเองออกมา
3. มีความรับผิดชอบ
การกระทำของคุณกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมีความเชื่อมโยงกัน ผลลัพธ์จะบอกให้รู้ว่าคุณทำอะไรไปบ้าง ดังนั้น จงรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่ต้องการ แล้ววงจรนี้จะช่วยให้คุณค้นพบสิ่งที่คุณต้องทำเพื่อสร้างผลลัพธ์อันน่าทึ่ง
คนที่มีความรับผิดชอบจะได้รับผลลัพธ์ในแบบที่คนอื่นทำได้เพียงแค่คาดฝัน

เวลาเผชิญหน้ากับอุปสรรค คนที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่จะเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตัวเองอย่างแจ่มแจ้ง พวกเขาไม่กลัวที่จะยอมรับความจริง แต่กลับเสาะหา ยอมรับ และแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขารู้ว่านี่เป็นวิธีเดียวที่จะช่วยให้ค้นพบวิธีแก้ปัญหา
พวกเขายังมองว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือข้อมูลที่พวกเขาสามารถนำไปใช้พัฒนาการกระทำของตัวเองเพื่อให้ผลลัพธ์ดีกว่าเดิม
อีกวิธีที่จะช่วยให้คุณมีความรับผิดชอบภายในเวลาอันรวดเร็วก็คือการจับคู่กับใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษา, เพื่อน, โค้ช เขาต้องมอบความคิดเห็นตรงไปตรงมาและเป็นความจริงเกี่ยวกับผลงานของคุณ ซึ่งผู้เขียนแนะนำว่าตัวเลือกที่ดีที่สุดคือที่ปรึกษาหรือโค้ช ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมจึงจะเกิดขึ้นตามมา
จริงอยู่ว่าการเขียนเป้าหมายลงบนกระดาษช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าคนที่ไม่เขียน 39.5% แต่คนที่ทั้งเขียนเป้าหมายลงบนกระดาษและรายงานความคืบหน้าให้เพื่อนฝูงรับรู้มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากถึง 76.7%
แต่ถ้าคุณไม่ได้อยากเป็นแค่มือสมัครเล่น คุณอยากเก่ง คุณต้องมีโค้ชคอยให้คำแนะนำหรือให้คำปรึกษา โค้ชจะช่วยแนะนำให้คุณรู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะดึงศักยภาพสูงสุดของตัวคุณออกมาใช้ในระยะยาวได้ นี่คือวิธีที่บรรดาคนเก่งๆ ใช้เพื่อผลักดันตัวเองขึ้นมายืนอยู่แถวหน้า
สี่หัวขโมย ที่ลดทอนการสร้างผลงาน
- "ปฏิเสธ" ไม่เป็น
วิธีที่ดีที่สุดในการประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่คือทำให้น้อยเข้าไว้ และวิธีจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าและทำงานให้ได้มากที่สุดคือการตอบปฏิเสธทุกคนและทุกอย่างที่เข้ามาขัดจังหวะ
"จดจ่อ" ไม่ได้แปลว่าตอบตกลง แต่มันคือการตอบปฏิเสธ
การตอบตกลง "สิ่งเดียว" ของคุณ คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ตราบใดที่คุณมีทัศนคติแบบนี้ คุณจะตอบปฏิสเธสิ่งอื่นๆ ที่ทำให้คุณไขว้เขวจากตารางเวลาของคุณ
"คุณสามารถปฏิเสธอย่างนอบน้อม ตรงไปตรงมา หรือแนะนำให้อีกฝ่ายรู้จักกับคนที่จัดการเรื่องนั้นได้" เซธ โกดิน ปรมาจารย์ด้านการตลาดแนะนำไว้
แต่ถ้าคุณดันตอบตกลงไปแล้ว คุณอาจใช้เครื่องมือต่างๆ มาช่วยทำสิ่งที่คุณตอบตกลงโดยไม่ให้มันกินเวลาของคุณมากเกินไป เช่น เตรียมเอกสารไว้ล่วงหน้า, จัดทำเอกสารเกี่ยวกับคำถามที่พบบ่อย, รายการสิ่งที่ต้องทำ, แค็ตตาล็อก, อัดคลิปวิธีใช้งาน, แหล่งข้อมูล, หลักสูตรอบรม หรือสร้างคลังความรู้สำหรับสมาชิกเข้าถึงได้ในช่วงที่คุณไม่ว่าง
แต่อย่างไรก็ตาม คุณต้องตระหนักว่า "กุญแจแห่งความล้มเหลวคือการพยายามเอาใจทุกคน"
"ผมจะรับพิจารณาเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเดียวของผมเท่านั้น" ถ้าไม่เกี่ยวข้อง จงตอบปฏิเสธหรือไม่ก็ใช้วิธีที่บอกไปแล้วข้างต้น
2. กลัวความวุ่นวาย
บ่อยครั้งเส้นทางสู่ผลลัพธ์อันน่าทึ่งมักเกิดความโกลาหล ความวุ่นวาย ความไม่เป็นระเบียบ จงทำตัวให้ชินแล้วทำใจยอมรับมันเสียเถอะ
จงเอาชนะความวุ่นวาย เรียนรู้ที่จะรับมือกับมัน และเชื่อมั่นว่าการทุ่มเทเวลาให้กับสิ่งเดียวของคุณ จะช่วยให้คุณเอาชนะอุปสรรคได้
3. มีนิสัยที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ
ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่และผลลัพธ์อันน่าทึ่งต้อใช้พลังงานมหาศาล เคล็ดลับจึงอยู่ที่ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะมีพลังงานมากขนาดนั้นและควรเก็บรักษามันไว้อย่างไร
คำแนะนำจากผู้เขียนคือ ทันทีที่ตื่นนอน ให้นั่งสมาธิและสวดมนต์เพิ่มพลังทางจิตวิญญาณ เท่ากับคุณได้เริ่มต้นวันด้วยการเชื่อมโยงความคิดและการกระทำเข้ากับเป้าหมายอันยิ่งใหญ่
จากนั้นทานอาหารเช้าเพื่อเป็นแหล่งพลังงาน แนะนำให้วางแผนมื้อเช้าล่วงหน้า 1 สัปดาห์ เพื่อให้คุณมั่นใจว่าจะได้มื่อเช้าที่เรียบง่ายและเต็มไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์
แล้วก็ออกกำลังกายเพื่อบรรเทาความเครียดและทำให้ร่างกายแข็งแรง ถ้ามีเวลาออกกำลังกายจำกัด ให้พกเครื่องนับก้าว "คุณต้องเดินให้ครบ 10,000 ก้าวทุกวัน"
ถ้าทำได้ตามนี้ นิสัยดังกล่าวจะเปลี่ยนชีวิตคุณ
นอกจากนั้น กำลังใจก็สำคัญต่อการสร้างผลงานให้ได้เยอะๆ อย่าลืมหมั่นพูดคุย หัวเราะ กินข้าวกับคนที่คุณรัก
และจงตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดและอย่าลืมทำสิ่งนั้นให้เสร็จ จากนั้นพิจารณาว่าคุณต้องทำอะไรบ้าง คำนวณเวลาที่ต้องใช้ทำสิ่งเหล่านั้น และกำหนดตารางเวลาให้เหมาะสม
การรู้ว่าคุณต้องทำอะไรและหาเวลาทำมันจะช่วยให้คุณมีพลังเหลือเฟือ ส่วนการวางแผนสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันจะช่วยปลดปล่อยคุณจากความกังวลที่ว่าคุณจะทำอะไรบางอย่างไม่เสร็จ ในขณะเดียวกันก็ทำให้คุณเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำสิ่งเหล่านั้นให้เสร็จ
ผลลัพธ์อันน่าทึ่งจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคุณกำหนดตารางเวลา
ตกดึกคุณควรนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง เพื่อให้สมองและร่างกายได้พักผ่อนและเติมพลังสำหรับการทำผลงานในวันถัดไป
สรุป : ตารางเวลาแต่ละวันของคนที่ทำผลงานได้เยอะๆ
- นั่งสมาธิและสวดมนต์เพื่อเพิ่มพลังทางจิตวิญญาณ
- กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อเพิ่มพลังกาย
- กอด หอมแก้ม และหัวเราะกับคนที่คุณรักเพื่อเพิ่มพลังใจ
- กำหนดเป้าหมาย วางแผน และกำหนดตารางเวลาเพื่อเพิ่มพลังสมอง
- จัดตารางเวลาสำหรับ "สิ่งเดียว" ของคุณ เพื่อเพิ่มพลังทางธุรกิจ
4. สภาพแวดล้อมไม่ดีส่งผลต่อเป้าหมาย
ถ้าต้องการสร้างผลลัพธ์อันน่าทึ่ง ผู้คนรอบๆ ตัวคุณและสิ่งแวดล้อมต้องส่งผลดีต่อเป้าหมายที่คุณตั้งไว้
คุณควรอยู่ท่ามกลางคนที่มีทัศนคติแง่บวก เพราะพวกเขาจะคอยให้กำลังใจและให้ความช่วยเหลือคุณ การใช้เวลาอยู่กับคนที่มุ่งมั่นอยากจะประสบความสำเร็จ จะก่อให้เกิดภาวะที่นักวิจัยเรียกว่า "เกลียวคลื่นแห่งความสำเร็จ" (positive spiral of succe) คือพวกเขาจะคอยสนับสนุนและเป็นพลังให้คุณบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
ไม่นานคุณจะเริ่มคิด มีพฤติกรรม และแม้กระทั่งมีรูปร่างคล้ายเพื่อนของคุณ นอกจากทัศนคติและนิสัยด้านสุขภาพของคนเหล่านี้จะมีอิทธิพลกับคุณแล้ว ระดับความสำเร็จของพวกเขาก็มีอิทธิพลด้วยเช่นกัน
มีงานวิจัยหนึ่งในวารสารโซเชียล ดีเวลล็อปเมนต์ สำรวจผู้ร่วมการทดลองที่อยู่วัยเรียนเกือบ 500 คน พบว่า "นักเรียนที่สนิทสนมกับเพื่อนที่มีผลการเรียนดีกว่า มักมีผลการเรียนกระเตื้องขึ้นอย่างเห็นได้ชัด" นอกจากนี้ พวกเขายัง "ได้รับผลประโยชน์ในเรื่องของแรงบันดาลใจและการเรียนอีกด้วย"
การคบหาคนที่มุ่งแสวงหาความสำเร็จทำให้คุณมีแรงบันดาลใจและทำผลงานได้ดียิ่งขึ้น
จำไว้ว่าไม่มีใครประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวตามลำพัง เพราะฉะนั้นจงให้ความสำคัญกับผู้คนรอบตัวคุณ
"จงอยู่ท่ามกลางคนที่จะทำให้คุณก้าวหน้ากว่าเดิม" -โอปราห์ วินฟรีย์
สภาพแวดล้อมรอบตัวคุณจะช่วยส่งเสริมให้คุณทำตามตารางเวลา หรือไม่ก็ผลักคุณห่างจากมัน เรื่องแบบนี้เริ่มต้นทั้งแต่ตอนตื่นจนถึงเวลาเข้านอน
ดังนั้น อย่าลืมทบทวนแผนการของตัวเองทุกวันและกำจัดหัวขโมยที่คอยเรียกร้องความสนใจ หากกำจัดอุปสรรคทุกอย่างที่อยู่บนเส้นทางสู่ความสำเร็จ คุณก็จะไปถึงจุดหมายอย่างแน่นอน
การเดินทาง
"เราสามารถเอาชนะการเดินทางที่ยากลำบากที่สุดด้วยการเดินทีละก้าว แต่อย่าหยุดเดินเป็นอันขาด" - สุภาษิตจีน
การเดินทางล้วนเริ่มต้นด้วยก้าวแรก "ก้าวแรก" ที่ว่านั้นก็คือ "สิ่งเดียว"
ลองหลับตาจินตนาการถึงชีวิตที่คุณปรารถนา เอาให้ยิ่งใหญ่ในแบบที่คุณไม่เคยกล้าใฝ่ฝัน
ไม่ว่าคุณจะจินตนาการชีวิตในรูปแบบไหน คุณย่อมมีความสามารถที่จะไขว่คว้ามันมาครอง และยิ่งสิ่งที่คุณจินตนาการไว้ยิ่งใหญ่แค่ไหน คุณก็จะมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น
ผู้เขียนแนะนำวิธีมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ไว้ว่า ก่อนอื่นให้เขียนรายได้ของตัวเองลงบนกระดาษ จากนั้นเลือกตัวเลขใดก็ได้จาก 2, 4 10 หรือ 20 เอาไปคูณกับตัวเลขนั้น และจดผลลัพธ์ที่ได้ลงบนกระดาษ
พอเห็นผลลัพธ์ ให้ถามตัวเองว่า "ถ้าฉันยังคงทำพฤติกรรมแบบที่ทำอยู่ในปัจจุบัน อีก 5 ปีข้างหน้าฉันจะมีเงินเท่านี้หรือไม่" ถ้าคำตอบคือมี ก็ใให้เพิ่มตัวเลขที่นำมาคูณอีกเท่าตัว ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าคำตอบจะเป็นไม่มี จากนั้นก็หาวิธีที่จะทำให้คุณมีเงินเท่ากับผลลัพธ์ที่ได้ภายใน 5 ปี เท่านี้คุณก็จะมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่แล้ว
แนวคิดนี้นำไปใช้กับแง่มุมอื่นๆ ได้ด้วย เช่น จิตวิญญาณ สุขภาพ ความสัมพันธ์ ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ความสำเร็จทางธุรกิจ หรือเรื่องอื่นๆ ที่มีความสำคัญสำหรับคุณ "เมื่อคุณขยายขีดจำกัดให้กับความคิด ก็เท่ากับว่าคุณขยายขีดจำกัดในการใช้ชีวิตด้วย"
คุณต้องจินตนาการถึงการมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่เสียก่อนถึงจะสามารถใฝ่ฝันว่าตัวเองมีชีวิตแบบนั้นได้
แต่ก็อย่าลืมว่าผลลัพธ์อันน่าทึ่งเกิดชึ้นจากการทำให้น้อยเข้าไว้ การจดจ่ออยู่กับสิ่งต่างๆ แค่ไม่กี่อย่างช่วยให้ความคิดของคุณชัดเจนและรู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง
ถ้าอยากมีสวนแอปเปิ้ลในอีก 5 ปีข้างหน้า คุณก็แค่เริ่มต้นปลูกทีละต้นตั้งแต่วันนี้ ชีวิตของคุณก็เช่นกัน คุณไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในทันที แต่ต้องตั้งต้นจากความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ และโอกาสในการปลุกปั้นให้มันกลายเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ (ถ้าคุณต้องการ)
การมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่มักเกิดขึ้นจากปฏิกิริยาลูกโซ่และเป็นไปตามลำดับขั้นตอน ถ้าต้องการประสบความสำเร็จ คุณไม่สามารถกระโดดข้ามไปยังขั้นตอนสุดท้าย
องค์ความรู้แบะแรงเหวี่ยงที่เกิดขึ้นขณะที่คุณทำ "สิ่งเดียว" ของคุณทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน และทุกปี จะมอบความสามารถในการสร้างชีวิตอันน่าทึ่งให้กับคุณ
"มีเพียงคนที่กล้าพอที่จะเดินทางไปไกลที่สุดเท่านั้น ที่จะหาคำตอบได้ว่าเขาไปได้ไกลแค่ไหน" - ที. เอส. อีเลียต
เย็นวันหนึ่ง ชายชราชาวอินเดียนแดงเล่าเรื่องสงครามที่เกิดขึ้นในตัวเราให้หลายชายฟัง "ในตัวเรามีหมาป่าสองตัวกำลังต่อสู้กันอยู่ ตัวหนึ่งคือหมาป่าแห่งความกลัว มันเต็มด้วยความวิตกกังวล ความไม่มั่นใจ ความลังเล และความเกียจคร้าน ส่วนอีกตัวคือหมาป่าแห่งความศรัทธา มันมีแต่ความสงบ ความเชื่อมั่น ความกระตือรือร้น ความแน่วแน่ ความตื่นเต้น และการลงมือทำ" หลานชายครุ่นคิดสักพักอล้วเอ่ยถาม "หมาป่าตัวไหนชนะฮะ"
ชายชราตอบว่า "ตัวที่เจ้าเลี้ยงไง"
สิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างผลลัพธ์อันน่าทึ่งคือ "ศรัทธา" คุณต้องศรัทธาในเป้าหมายและการจัดลำดับความสำคัญ คุณถึงจะค้นพบว่าอะไรคือ "สิ่งเดียว" ของคุณ เมื่อคุณหาเจอแล้ว คุณจะมีพลังในการก้าวข้ามความลังเลใจที่คอยขัดขวางคุณจากการลงมือทำ
เห็นไหมครับ "ความศรัทธานำไปสู่การลงมือทำ"
คำแนะนำจากตัวคุณในอนาคต
"อีก 20 ปีต่อจากนี้ คุณจะรู้สึกเสียดายในสิ่งที่ไม่ได้ทำมากกว่าสิ่งที่คุณได้ทำลงไป เพราะฉะนั้นจงโยนเชือกที่ผูกติดกับตัวเรือทิ้ง แล่นเรือออกจากท่าเรือที่ปลอดภัย แล้วชีกใบรับลม จากนั้นก็ออกสำรวจ ใฝ่ฝันถึงสิ่งที่ต้องการ และคว้าสิ่งนั้น" -มาร์ก ทเวน
จงใช้ชีวิตอย่างมีศรัทธาและเชื่อว่าทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ จงใช้ชีวิตใหเ้คุ้มค่า เพราะท้ายที่สุดคุณจะสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า "ฉันดีใจที่ได้ทำแบบนั้น" แทนที่จะเป็น "รู้อย่างนี้ฉันน่าจะทำแบบนั้น"
ชีวิตที่คุ้มค่าขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง แต่ปัจจัยที่โดดเด่นที่สุดก็คือการใช้ชีวิตโดยไม่รู้สึกเสียดาย "จงใช้ชีวิตในแบบที่คุณจะไม่รู้สึกเสียดายในภายหลัง"
บรอนนี แวร์ ได้ใช้เวลาหลายปีไปกับการดูแลคนที่อยู่ในช่วงบั้นปลายของชีวิต ในปี 2012 เธอได้ตีพิมพ์ The Top Five Regrets of The Dying
5 อันดับแรกที่คนเหล่านั้นรู้สึกเสียดายหรืออยากเปลี่ยนแปลง ได้แก่
- 5. ฉันน่าจะปล่อยให้ตัวเองมีความสุขมากกว่านี้
- 4. ฉันน่าจะติดต่อกับเพื่อนฝูงบ้าง
- 3. ฉันน่าจะกล้าพูดความรู้สึกของตัวเองออกไป
- 2. ฉันไม่น่าทำงานหนักขนาดนั้นเลย
- 1. ฉันน่าจะกล้าพอที่จะใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการ ไม่ใช่ใช้ชีวิตแบบที่คนอื่นคาดหวัง
"คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับความฝันส่วนใหญ่ของตัวเอง และต้องจบชีวิตลงโดยรู้ว่าสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพวกเขาเลือกเอง ไม่ใช่โชคชะตาลิขิต" แวร์สรุปสิ่งที่เธอได้เรียนรู้
จงทำให้แน่ใจว่าในแต่ละวันของคุณได้ทำสิ่งที่สำคัญที่สุดไปแล้ว
ความสำเร็จเริ่มต้นที่ตัวคุณเอง
มีชายคนหนึ่งนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ เขาเห็นโฆษณาหนึ่งมีรูปโลกขนาดใหญ่เต็มหน้ากระดาษ จึงฉีกมันออกเป็นชิ้นๆ และวางชิ้นสุดบนโต๊ะพร้อมสก๊อตเทป จากนั้นเขาก็หันไปบอกลูกชาย "อยากรู้ว่าลูกจะต่อภาพนี้ได้เร็วแค่ไหน"
ไม่กี่นาทีต่อมา เด็กชายบอกว่า "ผมต่อเสร็จแล้ว!" ผู้เป็นพ่อถึงกับตะลึงที่ลูกชายต่อได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์แบบ เขาจึงเอ่ยถาม "ทำไมต่อเสร็จเร็วขนาดนี้ล่ะ"
เด็กชอบตอบ "พอผมต่อรูปผู้ชายเสร็จ รูปโลกก็เสร็จตาม"
จำไว้ว่าความสำเร็จเริ่มต้นที่ตัวคุณเอง โลกของคุณจะดำเนินไปอย่างราบรื่นเมื่อคุณมีเป้าหมายในชีวิต รู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุด และสร้างผลงานให้ได้เยอะๆ ผลลัพธ์อันน่าทึ่งก็จะกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้
ความสำเร็จทุกด้านของชีวิตเริ่มต้นที่ตัวคุณเอง หากคุณรู้ว่าต้องทำอะไรและทำอย่างไร ขั้นตอนต่อไปก็เป็นเรื่องง่ายแล้ว
จำไว้ว่าโดมิโนตัวแรกก็คือตัวคุณนั่นล่ะ
นำหลักการสิ่งเดียวไปใช้
คำแนะนำหลังอ่านจบ ถามคำถามสำคัญกับแง่มุมต่างๆ ของชีวิต ตัวอย่างเช่น
ชีวิตส่วนตัว : อะไรคือสิ่งเดียวที่ฉันสามารถทำได้ในสัปดาห์นี้เพื่อเสาะหาหรือตรวจสอบว่าเป้าหมายในชีวิตของฉันถูกต้องแล้ว...ซึ่งจะทำให้สิ่งอื่นๆ กลายเป็นเรื่องง่ายหรือไม่จำเป็นต้องทำเลย
ครอบครัว : อะไรคือสิ่งเดียวที่ฉันสามารถทำได้ทุกสัปดาห์เพื่อจะได้ใช้เวลาร่วมกับคนในครอบครัวมากขึ้น...ซึ่งจะทำให้สิ่งอื่นๆ กลายเป็นเรื่องง่ายหรือไม่จำเป็นต้องทำเลย
หน้าที่การงาน : อะไรคือสิ่งเดียวที่ฉันสามารถทำได้ในเดือนนี้เพื่อให้สร้างผลงานได้ดีขึ้น...ซึ่งจะทำให้สิ่งอื่นๆ กลานเป็นเรื่องง่ายหรือไม่จำเป็นต้องทำเลย
ย้ำว่านี่เป็นแค่คำถามตัวอย่าง และเมื่อคุณตัดสินใจได้แล้วว่าสิ่งไหนมีความสำคัญที่สุด อย่าลืมกำหนดตารางเวลาเพื่อทำให้แน่ใจว่าคุณจะทำสิ่งนั้นเสร็จ
ในแง่ของหน้าที่การงาน คุณอาจต้องทำโครงการระยะสั้นหรือไม่ก็มีกิจกรรมระยะยาวที่คุณต้องทำอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม การนัดหมายกับตัวเองเป็นวิธีที่แน่นอนที่สุดในการรับประกันว่าคุณจะสร้างผลลัพธ์อันน่าทึ่งได้
แง่มุมอื่นๆ ที่หลักการสิ่งเดียวสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมหาศาล เช่น
องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร : อะไรคือสิ่งเดียวที่เราสามารถทำได้เพื่อนช่วยเหลือผู้คนให้มากเป็นเท่าตัว...ซึ่งจะทำให้สิ่งอื่นๆ กลายเป็นเรื่องง่ายหรือไม่จำเป็นต้องทำเลย
ชุมชนของคุณ : อะไรคือสิ่งเดียวที่เราสามารถทำได้เพื่อเพิ่มความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชุมชน...ซึ่งจะทำให้สิ่งอื่นๆ กลายเป็นเรื่องง่ายหรือไม่จำเป็นต้องทำเลย
หลักการ "สิ่งเดียว" บังคับให้คุณต้องคิดการใหญ่ จัดทำรายการสิ่งที่ต้องทำ และจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่คุณเขียนลงไปในรายการดังกล่าว โดยมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นให้คุณก้าวต่อไปข้างหน้า และทำสิ่งที่สำคัญที่สุด มันเป็นสิ่งเดียวที่จะผลักให้โดมิโนตัวอื่นๆ ล้มตามไปด้วย
"ถ้าเลือกทำแค่สิ่งเดียวและต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้อง คุณก็จะได้ทุกสิ่งที่คุณต้องการ"
ลองถามตัวเอง "อะไรคือสิ่งเดียวที่ฉันสามารถทำได้ตอนนี้ ซึ่งจะทำให้สิ่งอื่นๆ กลายเป็นเรื่องง่ายหรือไม่จำเป็นต้องทำเลย"
หลักการสิ่งเดียวใช้ได้ผล ขอแค่คุณนำไปใช้ มันจะได้ผลอย่างแน่นอน
