คนสำเร็จ ไม่ได้มีวินัยทุกเรื่อง | One Thing EP.2/4
ครั้งที่แล้วเราได้เข้าใจหลักการ "สิ่งเดียว" แบบคร่าวๆ ไปแล้ว มาวันนี้เราจะเข้าสู่ส่วนเนื้อหากัน
หนังสือ One Thing ได้ทุกสิ่งด้วยสิ่งเดียว แบ่งเนื้อหาเป็น 3 พาร์ทหลัก
Part 1 : ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับความสำเร็จ
พาร์ทนี้เป็นการปรับมายด์เซ็ตให้คนที่เข้าใจผิดๆ ว่าคนสำเร็จต้องทำอย่างนู้นอย่างนี้ และ 6 เรื่องที่ผู้คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับคนสำเร็จ ได้แก่
- ทุกเรื่องมีความสำคัญเท่ากัน
- ทำหลายสิ่งพร้อมกันเป็นเรื่องดี
- คนเราต้องมีระเบียบวินัย
- พลังใจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
- คนเราควรมีชีวิตที่สมดุล
- ไม่ควรคิดการใหญ่
- ทุกเรื่องมีความสำคัญเท่ากัน ❌
สมัยที่เริ่มทำงานใหม่ๆ ใครให้งานอะไรมาเราทำหมด และเราไม่เคยวางแผนก่อนลงมือทำงาน คืองานอะไรมาก่อนเราก็ทำชิ้นนั้นก่อน
ซึ่งถ้าใครเป็นแบบนี้บอกเลยว่า "หยุดทำงานเดี๋ยวนี้" กลับมาตั้งสติก่อน
"คนที่ประสบความสำเร็จพวกเขารู้ว่าเรื่องไหนที่มีความสำคัญอย่างแท้จริง โดยจะวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วนจนแน่ใจแล้วจึงค่อยลงมือทำ พวกเขารีบลงมือทำสิ่งที่คนทั่วไปจะผัดวันประกันพรุ่ง และยับยั้งตัวเองไม่ให้ทำสิ่งที่คนทั่วไปรีบลงมือทำ"
ใครที่เคยอ่าน 7 Habits มาก่อนคงเข้าใจความหมายนี้ดี และคงรู้ว่าชีวิตคนเราควรเลือกทำเรื่องที่ "สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน" ก่อนที่มันจะกลายเป็นเรื่องสำคัญที่เร่งด่วน
และการทำงานเยอะไม่สำคัญเท่าความสำคัญของงานที่เราลงมือทำ งานที่เราทำเสร็จเป็นร้อยชิ้นอาจไม่มีความหมายเท่างาน 1 ชิ้นที่มีความสำคัญต่อชีวิตเราในระยะยาวก็ได้
"การทำตัวให้ยุ่งอยู่ตลอดเวลายังไม่เพียงพอ เพราะมดก็ยุ่งเหมือนกัน แต่คำถามสำคัญคือคุณยุ่งอยู่กับอะไร" - เฮนรี เดวิด ทอโร
ผู้เขียนเอา กฎ 80/20 ของพาเรโตมาปรับใช้การสร้างความสำเร็จให้ชีวิต "ผลลัพธ์ ผลผลิต หรือผลตอบแทนส่วนใหญ่มาจากสาเหตุ ทรัพยากร และความพยายามแค่เพียงเล็กน้อย" (ไม่ต้องสนใจเลข 80/20 หลักการนี้มีแค่ "ทำน้อยได้มาก" แค่นี้เลย)
เช่น
- 80% ของรายได้เราอาจจะมาจากลูกค้า 20% ของจำนวนลูกค้าที่เรามีก็ได้ เพราะฉะนั้นแทนที่จะให้ความสำคัญกับทุกคน สู้เราเอาไปโฟกัสกับลูกค้า 20% เป็นพิเศษ อาจจะใช้พลังน้อยกว่า
- 80% ของรายได้เราอาจจะมาจากโปรดักส์ 20% ที่เราผลิตออกไปก็ได้
- เพื่อหารายได้เพิ่ม เราไม่จำเป็นต้องพัฒนาทุกทักษะในชีวิตก็ได้ แต่แค่รู้ว่าทักษะ 20% ที่เราใช้หาเงินได้ถึง 80% ได้คือทักษะอะไร แล้วเราโฟกัสพัฒนาแค่นั้นก็ได้
- คนรวยไม่ได้ทำทุกโปรเจ็กต์สำเร็จ แต่ทุกโปรเจ็กต์ที่เขาทำสำเร็จสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับเขา
คำแนะนำจากหนังสือในการนำกฎของพาเรโตไปใช้คือ ให้ใช้กฎ 80/20 แบบสุดโต่ง คือเลือกสิ่งสำคัญที่สุด 20% จากทุกสิ่งที่คุณต้องทำออกมา เมื่อเลือกได้แล้ว ก็เลือก 20% จากจำนวนที่เลือกออกมาอีกที แล้วก็เลือก 20% จากจำนวนที่เลือกมาอีกที ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเหลือแค่ "สิ่งเดียว" ที่คุณต้องทำ
อย่างตัวเราเองก็มีหลายสิ่งที่เราอยากทำเหมือนกัน แน่นอนว่าถ้าทำได้เราก็อยากมี Fanpage, IG, Youtube, Tiktok, Twitter, Line@, Blockdit และเว็บไซต์ แต่ที่ผ่านมาเราสร้างช่องไม่เป็นรูปเป็นร่างสักทีด้วยเหตุผลนู่นนี่นั่น พอมาอ่านหนังสือ One Thing เราก็เลยลองวิธีนี้ดู คือตัดทุกอย่างจนเหลือ "สิ่งเดียว" ที่เราจะทำ และเราก็เลือกทำเว็บนี้ด้วย 3 เหตุผลหลักๆ
1. สกิลที่เราถนัดสุดคือการเขียน ซึ่งการเขียนคอนเทนต์แต่ละชิ้นลงเว็บเราไม่ต้องใช้เวลามาก เขียนไปก่อนค่อยมาเกลาทีหลังก็ยังได้
2. เราใช้เว็บเป็นห้องสมุดที่เก็บคอนเทนต์ของเรา เป็นสนามเด็กเล่นให้เราได้ลองเขียนสิ่งที่เราต้องการ และเป็น Portfolio เวลาเราอยากโชว์ผลงาน
3. วันที่เราพร้อมจะลุยแพลตฟอร์มอื่นๆ เราก็สามารถเอาคอนเทนต์ที่เขียนไว้ในนี้ไปปรับใช้ได้เลย หรือต่อให้มีแพลตฟอร์มใหม่ๆ ในโลกนี้ เราก็สามารถเอาคอนเทนต์ในนี้ไปปรับใช้ได้ทันที
2. การทำหลายสิ่งพร้อมกันเป็นเรื่องดี ❌
"การทำหลายสิ่งพร้อมกัน คือการเปิดโอกาสให้หลายสิ่งผิดพลาดพร้อมกัน" - สตีฟ อูซเซลล์
มีนักวิจัยคาดการณ์ว่าพนักงานมักถูกขัดจังหวะทุกๆ 11 นาที และใช้เวลาเกือบ 1 ใน 3 ของวัน เพื่อรวบรวมสมาธิให้กลับมาจดจ่อกับงานตรงหน้าอีกครั้ง
อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ การโฟกัสทำงานแค่ทีละชิ้น อาจจะทำให้คุณทำงานเสร็จไวและได้ผลงานมากกว่าทำงานทีละหลายๆ ชิ้นในเวลาเดียวกันก็ได้นะ
เราก็เป็นอีกคนที่ก่อนหน้านี้เคยลิสต์ To do list สิ่งที่ต้องทำวันละ 6-7 อย่าง สุดท้ายเราก็พบว่าเราทำงานเสร็จโดยเฉลี่ย 2-3 อย่าง นอกจากเราจะรู้สึกเฟลที่ตัวเองทำงานไม่เสร็จอย่างที่ตั้งใจ เรายังพบว่าการขีดฆ่า To do list ได้หลายข้อ ไม่สำคัญเท่าเราได้ขีดฆ่างานชิ้นที่สำคัญที่ต้องทำให้เสร็จ ตอนหลังเราใช้วิธียอมรับกับตัวเองว่าไม่ต้องทำงานทุกชิ้นเสร็จก็ได้ แต่ 1 งานที่สำคัญที่สุดของวันนั้นต้องเสร็จ ผลคือเรารู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น เพราะถึงงานอื่นจะไม่เสร็จ แต่ผลงานชิ้นสำคัญของเราเสร็จ 555 (มันอาจจะฟังดูแปลกๆ แต่ลองใช้วิธีนี้ดูนะ แล้วจะเก็ท)
ตอนนี้เรามาถึงจุดที่ถ้าไม่มีงานอะไรเร่งด่วนจริงๆ ใน 1 วันเราจะโฟกัสทำแค่โปรเจ็กต์เดียว เช่น เรายกให้ 4 ชั่วโมงแรกของวันนี้สำหรับการเขียนคอนเทนต์เพจแบรนด์หนึ่งให้เสร็จ 6 ชิ้น เป็นต้น ผลคือเราทำงานคอนเทนต์ได้มีความสุขขึ้น เพราะเราได้ให้เวลาโฟกัสมันเต็มที่ ส่งผลให้คอนเทนต์ที่เราเขียนไปก็ได้ engage ดีขึ้นด้วย
3. คนเราต้องมีระเบียบวินัย ❌
ผู้เขียนหนังสือ One Thing แนะนำเรื่องการมีวินัยว่า
- เราไม่ต้องมีวินัยตลอดเวลา แต่เราแค่ต้องมี วินัยนานพอจนกลายเป็นนิสัยออโต้ จากนั้นทุกอย่างจะดำเนินไปแบบอัตโนมัติ
- เราไม่ต้องมีวินัยหลายเรื่อง เราแค่เลือกเรื่องที่สำคัญที่สุดแค่เรื่องเดียว แล้วเราก็มีวินัยแค่เรื่องนั้น อ.ชัชชาติยังเคยพูดไว้ในรายการตีท้ายครัวว่า คนเราไม่จำเป็นต้องวินัยทุกเรื่องก็ได้ เพราะมันจะทำให้เราเหนื่อย เราเลือกมีวินัยเฉพาะเรื่องที่สำคัญๆ กับชีวิตก็พอ
- การมีวินัย ไม่สำคัญเท่า "มีวินัยให้ถูกจังหวะ" เช่น ไมเคิล เฟลป์ส พบว่าการซ้อมว่ายน้ำทุกวันรวมวันอาทิตย์ด้วยจะทำให้เขามีเวลาซ้อมมากกว่าคู่แข่ง 52 วัน และเขาใช้เวลาอยู่ในน้ำ 6 ชั่วโมงต่อวัน เรียกว่าทุ่มเทฝึกฝนว่ายน้ำอย่างเดียวจนมันกลายเป็นนิสัย และแน่นอนว่าสิ่งที่เขาได้รับตอบแทนกลับมาคือ "ความสำเร็จ"
- ถ้าคุณอยากมีนิสัยใหม่ๆ นิสัยอะไรสักอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จ หนังสือ One Thing แนะนำให้คุณจดจ่อบ่มเพาะนิสัยนั้นต่อเนื่อง 66 วัน แล้วในที่สุดคุณจะมีนิสัยนั้นแบบออโต้ ไม่ต้องพยายาม
4. พลังใจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ❌
คนเราชอบพูดว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น" ขอแค่เรามุ่งมั่นยังไงก็ทำได้ แต่ความจริงแล้ว มีแค่ "พลังใจ" มันไม่พอ เพราะพลังใจมีวันลุกโชนและมีวันมอดไหม้ ไม่เชื่อลองสังเกตตัวเองก็ได้ ต่อให้คุณมีเป้าหมายแรงกล้าอะไรสักอย่าง มันก็จะมีหลายๆ ช่วงขณะที่คุณพยายามกำลังอย่างหนัก คุณก็ยังรู้สึกท้อจนอยากเลิก หรือรู้สึกหมดไฟจนไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้สำเร็จ
ผู้เขียน One Thing เป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องพลังใจ พร้อมชี้ให้เห็นว่าพลังใจกับระเบียบวินัยต่างกันนะ "ความมีระเบียบวินัยคือการทำบางอย่างโดยอาศัยการฝึกฝน แต่พลังใจคือการทำบางอย่างโดยอาศัยความมุ่งมั่นเพียงอย่างเดียว"
ความที่พลังใจไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา บางวันก็มา บางวันก็หาย เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจะประสบความสำเร็จ จะพึ่งแค่พลังใจอย่างเดียวมันไม่ได้ พลังใจไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้
ช่วงปลายทศวรรษที่ 1960-ช่วงต้น 1970 มีนักวิจัยชื่อวอลเตอร์ มิเชลได้ทำการทดลองกับเด็ก 4 ขวบจำนวน 500 คนในโรงเรียนเตรียมอนุบาลแห่งหนึ่งที่สหรัฐอเมริกา ให้เด็กๆ อยู่ในห้องที่มีขนมเป็นเวลา 15 นาที ถ้าพวกเขาอดทนรอนักวิจัยกลับมาโดยไม่แตะขนมได้ จะได้รางวัลเป็นขนมเพิ่มอีกชิ้นนึง ผลคือโดยเฉลี่ยเด็กจะอดทนรอได้ 3 นาที และมีเด็กแค่ 3 ใน 10 คนเท่านั้นหักห้ามใจได้
ในปี 1981 คุณมิเชลได้ศึกษาชีวิตของเด็กๆ ที่เคยเข้าร่วมการทดลองว่าแต่ละคนเป็นยังไงกันบ้างโดยเธอขอดูผลการเรียนและประวัติส่วนตัว แล้วเธอก็พบว่าเด็กที่อดทนรอสำเร็จมีชีวิตที่ก้าวหน้าและประสบความสำเร็จมากกว่าเด็กที่อดทนรอไม่ได้เยอะเลย และยังรับมือกับความเครียดในชีวิตได้ดีกว่า
ถ้าพลังใจหรือความสามารถในการอดเปรี้ยวไว้กินหวานเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จจริง และเรารู้แล้วว่าพลังใจมีหมดมีเพิ่ม เราก็ควรใช้พลังใจอย่างชาญฉลาดและบริหารจัดการให้ดี เช่น ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงพักผ่อนให้เพียงพอ, ทำงานสำคัญในช่วงเวลาที่สมองของเราตื่นตัวดีที่สุด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด และรีบทำเรื่องที่สำคัญที่สุด (สิ่งเดียวของคุณ) ให้เสร็จก่อนที่พลังใจจะร่อยหรอ ถ้าทำได้ตามนี้ "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น" แน่นอน
5. คนเราควรมีชีวิตที่สมดุล ❌
ไม่มีหรอกชีวิตที่สมดุลระหว่างการทำงานกับชีวิตส่วนตัว ปัญหาของการใช้ชีวิตแบบสมดุลอยู่ตรงกลาง ผลคือคุณจะไม่สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่สำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ได้เลย เพราะคุณไม่ได้ทุ่มเทเวลาทุ่มเทความสามารถให้กับอะไรได้เต็มที่ เพราะคุณห่วงเรื่องใช้ชีวิตให้สมดุล คุณอาจจะทำงานทุกอย่างเสร็จก็จริง แต่ก็เสร็จแบบลวกๆ ให้ผลลัพธ์แบบกลางๆ
แต่การใช้ชีวิต "สุดโต่ง" ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้เขียนแนะนำ ลองคิดดูว่าถ้าเราทำงานติดต่อกันนานๆ ก็อาจจะทำให้ชีวิตครอบครัวของเรามีปัญหา หรือเราอาจจะต้องเสียใจไปทั้งชีวิตก็ได้ เพราะเราไม่ได้ให้เวลากับคนสำคัญในชีวิตในวันที่เรายังมีโอกาส เช่น การได้กินข้าวกับพ่อแม่สูงวัย, การได้เลี้ยงดูลูกอย่างใกล้ชิดในช่วงที่เขายังเล็ก
ถ้างั้นเราควรใช้ชีวิตยังไง? คำตอบจากหนังสือ One Thing คือจงใช้ชีวิตแบบ "ถ่วงดุล" ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ แบบแรกคือสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน แบบสองคือสร้างสมดุลภายในชีวิตและการทำงาน
คือเวลาทำงาน คุณก็ทำงานไปให้เต็มที่ เวลาเลิกงานก็คือตัดแล้วใช้ชีวิตกับครอบครัวให้เต็มที่เช่นกัน
ในส่วนของการทำงานคุณต้องกล้าตัดสินใจเลือกทำงานที่สำคัญที่สุดและทุ่มเทเวลาให้มันอย่างเต็มที่ ส่วนงานอื่นที่ไม่สำคัญปล่อยมันไปก่อน ยอมรับกับตัวเองไปเลยว่าต่อให้พยายามแค่ไหนคุณก็ไม่มีทางทำงานทุกอย่างทันอยู่ดี เพราะฉะนั้นไม่ต้องพยายามทำทุกงานให้เสร็จ แต่งานที่สำคัญที่สุดต้องเสร็จและออกมาดีที่สุด
ในส่วนของชีวิตส่วนตัว สิ่งสำคัญอยู่ที่ความตระหนักรู้ทั้งเรื่องความรู้สึกนึกคิด, ร่างกาย, ครอบครัว, เพื่อนฝูง และความต้องการของตัวเอง
"คุณจึงไม่สามารถมองข้ามชีวิตส่วนตัวแล้วหันไปจดจ่อกับงาน หรือมองข้ามงานแล้วหันไปจดจ่อกับชีวิตส่วนตัว คุณอาจใช้วิธีสลับกันทำสองสิ่งนี้ หรือไม่ก็นำกิจกรรมทั้งสองอย่างมารวมกันแล้วทำมันทีเดียว แต่คุณไม่อาจละเลยสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานานเกินไป ดังนั้น คุณจึงต้องถ่วงดุลด้วยความระมัดระวัง"
6. ไม่ควรคิดการใหญ่ ❌
คนเราอยากได้รับโอกาสใหญ่ๆ แต่ก็อยากเจออุปสรรคเล็กๆ
"สิ่งที่ทำให้เราไม่บรรลุเป้าหมายไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นถนนอีกเส้นที่นำไปสู่เป้าหมายที่ไม่ใหญ่พอต่างหาก" -โรเบิร์ต เบราต์
พอเราคิดถึง "ผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่" "ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่" สมองเราก็คิดถึงความยาก, ความเยอะ, ความเครียด, ความซับซ้อน
"หากเราเชื่อมโยงความใหญ่โตเข้ากับความชั่วร้าย ความคิดก็จะถูกปิดกั้น"
มีเรือกี่ลำที่ไม่กล้าแล่นออกจากท่าเพราะคิดว่าโลกแบน? มนุษย์มักประเมินขีดจำกัดตัวเองไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง โชคดีที่วิทยาศาสตร์สนใจความก้าวหน้ามากกว่าการประเมินข้อจำกัด ไม่งั้นเราคงไม่ได้เห็นโลกพัฒนาแบบทุกวันนี้
"ชีวิตก็เช่นเดียวกัน ไม่มีใครรู้ข้อจำกัดของตัวเอง"
คุณรู้เหรอว่าตัวเองมีข้อจำกัดแค่ไหน? ถ้าไม่รู้แล้วทำไมต้องกังวลเรื่องข้อจำกัดในชีวิต??
ถ้าเราเลือกประสบความสำเร็จระดับไหนก็ได้ไม่มีลิมิต ระหว่างสำเร็จระดับเล็กกับระดับใหญ่ คุณจะเลือกระดับไหน?
ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราคิดการใหญ่ ส่วนความสำเร็จเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราลงมือทำ และเราจะลงมือทำได้ก็ต่อเมื่อรู้จักคิด (การใหญ่)
- อาร์เธอร์ กินเนสส์ เช่าที่ดินแห่งแรกเพื่อก่อตั้งโรงเบียร์ด้วยสัญญาเช่า 9,000 ปี
- เจ. เค. โรว์ลิง แพลนเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับ Harry Potter ในช่วง 7 ปีที่เขาเรียนในฮอกวอตส์ก่อนที่เธอจะเริ่มเขียนเล่มแรก
- แซม วอลตัน แพลนจัดการภาษีมรดกให้ลูกหลานตั้งแต่ยังไม่ได้ตั้งวอล-มาร์ตสาขาแรก
- แคนเดช ไลต์เนอร์ สูญเสียลูกสาวจากคนเมาแล้วขับ จึงก่อตั้งสมาคมมารดาผู้ต่อต้านการเมาแล้วขับ ปัจจุบันสมาคมนี้ช่วยคนมากกว่า 300,000 ราย
- ไรอัน เฮอร์แจ๊ค ฟังเรื่องที่ครูเล่าแล้วเกิดแรงบันดาลใจ ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อมอบน้ำดื่มสะอาดให้คนในทวีปแอฟริกา ช่วยยกระดับชีวิตให้คนกว่า 750,000 คนใน 16 ประเทศมีน้ำสะอาดดื่ม
จริงอยู่การตั้งคำถามยิ่งใหญ่อาจทำให้เราหาคำตอบได้ยาก การตั้งเป้าหมายยิ่งใหญ่อาจดูเป็นไปไม่ได้ในตอนแรก แต่ลองคิดดูว่ามีกี่ครั้งที่เราต้องทำในสิ่งที่ยากเย็น แล้วมาพบภายหลังว่ามันง่ายกว่าที่คิดไว้เยอะเลย
"หากต้องการประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ คุณก็ต้องคิดการใหญ่เข้าไว้ เพราะมันช่วยให้คุณพัฒนาตัวเอง...คุณจะพบว่าตัวเองได้พัฒนาขึ้นกว่าเดิมแบบก้าวกระโดด"
มีนักจิตวิทยาคนหนึ่งชื่อ แครอล ดเวก เธอได้ใช้เวลา 40 กว่าปีเพื่อศึกษาว่ามุมมองที่เรามีต่อตัวเองมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมที่เราแสดงออกมายังไงบ้าง
แล้วเธอก็พบว่าเด็กนักเรียนที่มีมุมมองแบบ Growth Mindset คิดการใหญ่และพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ จะมีกลยุทธ์ในการเรียนดีกว่านักเรียนที่มีมุมมองแบบ Fixed Mindset
นักเรียนกลุ่ม Growth Mindset มีความรู้สึกสิ้นหวังน้อยกว่า มีความพยายามมากกว่าและมีผลการเรียนดีกว่านักเรียนอีกกลุ่ม แถมยังไม่ค่อยสร้างขีดจำกัดกับตัวเอง มีแนวโน้มมากว่าจะดึงเอาศักยภาพของตัวเองมาใช้อย่างเต็มที่
"ดเวกยังชี้ให้เห็นว่าเราสามารถเปลี่ยนมุมมองของตัวเองได้โดยใช้วิธีเดียวกับการเปลี่ยนแปลงนิสัย นั่นคือ กำหนดมุมมองใหม่ๆ ขึ้นมา แล้วเชื่อแบบนั้นจนกว่ามันจะกลายเป็ยกิจวัตร"
อย่ากลัวความยิ่งใหญ่ แต่ให้กลัวความธรรมดา การคิดการใหญ่เป็นวิธีการเดียวที่จะทำให้คุณใช้ชีวิตอย่างเต็มที่และทำงานอย่างเต็มศักยภาพ
ตอนนี้เราได้รู้แล้ว 6 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับความสำเร็จมีอะไรบ้าง และได้ปรับมายด์เซ็ตใหม่ให้เป็นแบบเดียวกับคนที่ประสบความสำเร็จ EP ต่อไปเราจะมาสรุป Part ที่ 2 ของหนังสือ ที่เจาะลึกถึงวิธีการใช้หลักการ One Thing สร้างความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่แบบที่เราต้องการ
อ่านต่อ ชีวิตคือคำถาม-สร้างนิสัยคนสำเร็จ | One Thing EP.3
