จุดเริ่มต้นสายเขียน
ชีวิตเรามันเริ่มเพี้ยนตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม
ตั้งแต่อนุบาลจนม.ต้นเราเรียนได้เกรดค่อนข้างดี พ่อเราก็ฝังหัวว่าเด็กเรียนเก่งควรเลือกม.ปลายสายวิทย์-คณิต ทั้งที่ตอนนั้นจิตใจเราเทไปทางศิลป์คำนวณ เราชอบภาษาอังกฤษกับคณิต เราอยากเป็นเด็กสถาปัตย์ แต่สุดท้ายเราก็เลือกเรียนสายวิทย์ตามที่พ่อต้องการ
หลังจากนั้นชีวิตเราบรรลัยทันทีจ้า
จากเด็กเกรด 3.5 สวยๆ พอขึ้นม.4 เกรดร่วงลงมาเหลือ 2.8 ฟิสิกส์ เคมี เราไม่เข้าใจอะไรเลย อยากไปเรียนกวดวิชาแบบจัดหนักอย่างเพื่อนๆ บ้าง แต่ค่าเรียนแพงเหลือเกินพี่จ๋า ตอนนั้นก็เลยใช้ชีวิตแบบเรียนได้แค่ไหนก็แค่นั้นวะ แล้วหันไปเอาดีทางการเล่นกีฬาสีและตีวอลเลย์บอลทุกเย็นกับรุ่นพี่ พอเราขึ้นม.5 รุ่นพี่ม.6 ก็พากันเทคะแนนให้เราได้เป็นประธานคณะสีแบบงงๆ ซึ่งเรายังงงจนทุกวันนี้ ถถถ
พอขึ้นม.6 ชีวิตเราเจอทางเลือกอีกครั้ง ระหว่างที่เราลังเลว่าจะหนีไปสมัครนิเทศน์ตามเพื่อนที่หมดใจกับสายวิทย์ หรือเราจะฝืนไปต่อคณะวิทยาหรือคณะอะไรก็ตามที่ชื่อฟังดูวิทย์ๆ เพื่อให้พ่อพอใจ
แล้วคำพ่อก็ลอยมา "เรียนสายวิทย์ ก็ต้องเลือกอะไรวิทย์ๆ สิ"
เราก็จำไม่ได้ว่าพ่อพูดกับเรา หรือตอนนั้นเราหลอนเอง แต่ที่แน่ๆ มันเป็นที่ตัวเราเองด้วยแหละที่กลัวว่าเลือกนิเทศน์แล้วจะเอ็นไม่ติด เพราะถ้าเทียบคะแนนวิชาที่ต้องไปสู้กับเด็กสายศิลป์ เราก็ "คิด" ว่าสู้ไม่ได้
สุดท้ายก็เลยเลือกเพลย์เซฟ เข้าเรียนคณะวิทยาศาสตร์ เอกคณิตศาสตร์ วิชาโทคอมพิวเตอร์ ที่มหา'ลัยแห่งหนึ่งย่านฝั่งธน ส่วนเหตุผลที่เลือกที่นี่เพราะพี่ชายเพื่อนที่เป็นโปรแกรมเมอร์ได้ทำงานที่ "แกรมมี่" และตอนนั้นโรงอาหารที่บางมดเพิ่งสร้างใหม่ ดูสวยสะอาดถูกใจ ก็เลยสมัคร ถถถ
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ถ้าชีวิตม.ปลายเรียกว่า "บรรลัย" ชีวิตมหา'ลัยก็เป็นภาคต่อในชื่อ "อภิมหาบรรลัย" เล่าแบบข้ามๆ เอาเป็นว่าเราเรียนจบออกมาด้วยเกรดเฉลี่ยน่ารักน่าเอ็นดู 2.14
ทีนี้ช่วงก่อนจบตรี ต่อให้ไม่ใช่หมอดู เราก็เห็นแววอยู่แล้วว่าเรียนจบไปเราได้เป็นลูกน้องเพื่อนตลอดชีวิตแน่นอน เพราะวิชาหลักๆ ของภาคเราเซฟ D ตลอด อย่างเก่งก็ได้ C วิชาที่ได้ A น่าจะมีตัวเดียวคือวิชาลีลาศ
คือจบมาถ้าอยากเติบโตในหน้าที่การงาน เราต้องไปสมัครโรงเรียนสอนลีลาศงี้เหรอ 555 ไม่ใช่แระ
โชคดีที่ตอนนั้นเราไม่มีตังค์หนีเที่ยวห้าง และถึงเราจะเรียนไม่เก่ง แต่เราก็มีบุญที่อยู่ในกลุ่มเด็กเรียน ช่วงเรียนมหา'ลัยเราก็เลยตามเพื่อนไปสิงอยู่ในหอสมุด ในขณะที่เพื่อนตั้งใจอ่านหนังสือเรียน เราก็ไปสำรวจโซนหนังสืออ่านนอกเวลา จนชีวิตได้เจอหนังสือรวมบทสัมภาษณ์, หนังสือรวมบทความต่างๆ เป็นโลกที่โคตรตื่นตาตื่นใจสำหรับเรา และพอเพื่อนเราคนหนึ่งรู้ว่าเราสนใจหนังสือทุกเล่มที่ไม่ใช่หนังสือเรียน ก็เลยแนะนำให้เราได้รู้จักกับ "A Day Story" หนังสือเล่มเล็กๆ ที่เปรียบเสมือนคัมภีร์การใช้ชีวิตของเด็กยุคนั้นเลย
"ต่อให้ไปฝึกงานตามสายวิชาที่เรียนมา ก็ใช่ว่าจะได้ฝึกงานตรงกับที่เรียนนี่หว่า เขาอาจจะให้เราไปซีร็อกซ์เอกสาร ชงกาแฟ นั่งพิมพ์ข้อมูลเข้าระบบเฉยๆ ก็ได้ งั้นเราไปขอฝึกงานกับที่ที่เราอยากฝึกดีกว่า อย่างน้อยเราก็ได้รู้ว่าโลกใบนั้นเขาทำอะไรกันบ้าง"
จำไม่ได้เหมือนกันว่าประโยคไหนในหนังสือสะกิดวิธีคิดแบบนี้ให้กับเรา หรือเราจำภาพเด็กฝึกงานซีร็อกเอกสารกับชงกาแฟมาจากละครหลังข่าว แต่เอาเป็นว่าผลพลอยได้จากการอ่านหนังสือ A Day Story คือเราตัดสินใจไปขอฝึกงานกับนิตยสารเล่มหนึ่ง แทนที่จะไปฝึกงานตามสายที่เรียนมา
(มีต่อพาร์ทหน้า :)