ใจสงบ ไม่สงบ ก็ "สักแต่รู้" | ศิลปะแห่งการใช้ชีวิต EP.1
ยิ่งคนภายนอกไม่รู้ว่าเราสนใจธรรมะได้ยิ่งดี
เราทุกคนเป็นฆราวาส เราไม่สามารถหลีกหนีเข้าไปอยู่ในป่าได้
เมื่อเราสนใจธรรมะ เราต้องยิ่งเข้าใจผู้คนมากขึ้น "โลกมันเป็นเช่นนี้แหละ" มีทั้งคนที่สนใจ/ไม่สนใจธรรมะ
เราสามารถแสดงออกทางธรรมะได้ในกาลเทศะที่เหมาะสม แต่ไม่ต้องแสดงออกตลอดเวลา
ธรรมะคือการสำรวจตรวจสอบตัวเอง
การฝึกธรรมะ กับ การบ้าธรรมต่างกัน
ความรู้ธรรมะ กับ จิตใจที่มีธรรมะก็คนละเรื่องกัน
สิ่งที่จะทดสอบธรรมะของเรา ไม่ใช่การเข้าวัดทำบุญ ฟังเทศน์ฟังธรรม
สิ่งที่วัดภูมิธรรมของเราจริงๆ คือช่วงเวลาที่เราถูกผู้อื่นเบียดเบียน, ดูถูก, เห็นสิ่งต่างๆ ที่เราไม่ได้คิดเช่นนั้น
ธรรมะไม่ได้ทดสอบช่วงที่เราเต็มใจทำความดี แบบนั้นฆาตกรก็สามารถทำได้
วัดไม่ใช่สนามรบ เป็นแค่ห้องฟิตเนส
การฟังธรรมะเป็นแค่การซ้อม
การฝึกฝนธรรมคือตอนที่เราโดนด่า, ธุรกิจล่มสลาย, ลูกไม่เชื่อฟัง, ภรรยาไม่ดีกับเรา ฯลฯ
เวลาเกิดแบบนั้นเรามักจะเพ่งโทษที่ผู้อื่น มองว่าเรามีเหตุผล ไม่ได้แก้ที่ตัวเองเลย
ธรรมะคือการประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง จนเป็นเนื้อตัวเดียวกับเรา
ธรรมะมีอยู่ตลอดเวลา
ธรรมะคือการตรวจสอบจิตใจของตัวเอง จนเห็นว่าจิตใจเป็นเพียงกระแส มีเกิด-ดับ นำไปสู่การปล่อยวาง
เราไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อความสุข เพราะความสุขผ่านมาทางความคิด
เราเจริญสติเพื่อลาออกจากโลกของความคิด
เราไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อชีวิตจะดีขึ้น คุณคิดว่ามีคนที่ถือศีลแล้วทำธุรกิจเจ๊งมั้ย?
แต่ชีวิตจะดีงามไม่ได้แน่นอนถ้าไม่อยู่ในศีลในธรรม
การปฏิบัติธรรมไม่ได้การันตีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ
แต่การปฏิบัติธรรมการันตีชีวิตที่ดีงาม ที่สงบเย็น
ชีวิตทั้งหมดเราอุทิศให้กับการปฏิบัติธรรม
ทำทุกอย่างเพื่อเรียนรู้ความจริงของตัวเอง
เราไม่ได้ทำงานเพราะต้องการเงิน เราทำงานเพื่อให้เห็นกิเลสของตนเอง
เราไม่ได้มีครอบครัวเพื่อแก้เหงา เพื่อให้คนรักเรา แต่เรามีครอบครัวเพื่อให้ความเข้าใจกับผู้อื่น เพื่อรับใช้ผู้อื่นที่มีบุญกรรมสัมพันธ์กับเรา
เราไม่ได้เดินเพื่อชมวิวทิวทัศน์ แต่เรามองเพื่อพิจารณาธรรมะ
เราต้องมีชีวิตอยู่แบบนี้ เห็นในทุกขณะ เห็นในลูปทั้งหมด เราเห็นรถใหม่ไม่พอ เราต้องเห็น "รสชาติอร่อย" ของรถคันนี้ ขับแล้วเท่ ข้อเสียคือคุณต้องผ่อน คุณต้องหวง คุณต้องหาที่จอดยาก
สิ่งเหล่านี้ต้องฝึกให้เป็นนิสัย แต่เราถูกสอนให้เห็นเพียงด้านใดด้านนึง
ตกงานมีข้อดีมั้ย?
ข้อดีคือเราไม่ต้องทำงานแล้ว ข้อเสียคือเราไม่มีเงินแล้ว มันก็แลกกัน
เวลาได้เลื่อนตำแหน่ง ข้อดีคือได้รับการยอมรับ ข้อเสียคือความรับผิดชอบมากขึ้น
คนที่เข้าใจธรรมะต้องเห็นทั้งสองด้าน ทั้งข้อดีข้อเสียของมัน
เป็นโรคมะเร็งมีข้อดีมั้ย?
ถ้าเป็นตอน 50 ก็แปลว่าไม่ต้องแก่กว่านี้ ได้ตายก่อนที่จะแก่
ความเป็นมนุษย์มีข้อดีมั้ย? มีข้อเสียมั้ย? มีมากมาย
มนุษย์เป็นภพภูมิที่อยู่ตรงกลาง ขึ้นได้สุด และลงได้สุด
สุนัขยังลงภพภูมิที่ต่ำกว่านี้ไม่ได้ แต่มนุษย์ลงได้ เพราะเก็บความแค้นได้มากมายก่ายกอง
ทุกอย่างมีด้านตรงกันข้ามเสมอ
คนไทยมีมารยาท มีสัมมาคาระวะ ฝรั่งพูดตรงๆ ความเก็บกดเลยมีน้อยกว่า
ข้อดีของคนไทยคือเราอ่อนน้อมถ่อมตน เรารักษาน้ำใจ
เพราะฉะนั้นเราต้องมองด้วยสายตาตามความเป็นจริง
"ตถตา เป็นเช่นนั้นเอง"
สมมติทำงานประสบความสำเร็จ เป็นผู้บริหารใหญ่ แล้วองค์กรบีบให้ออก แล้วเราเกือบจะทุกข์ใจ แล้วบอกกับตัวเอง "ตถตา เป็นเช่นนั้นเอง"
สมมติมีโรคร้าย เกือบจะทุกข์ใจแล้ว พอบอกกับตัวเอง "ตถตา เป็นเช่นนั้นเอง" ก็จะช่วยได้
หรือพอมีความสุข การใช้คำนี้ "ตถตา เป็นเช่นนั้นเอง" ก็ช่วยตบใจเราลงมา ไม่ยึดติด
การปฏิบัติธรรมสมัยก่อนยากมาก ไม่ได้พูดกันเยอะ ไม่มีคลิปยูทูบให้ฟัทุกวัน
อย่างหลวงปู่ดุลย์เจอหลวงปู่มั่น
"คราวที่แล้วท่านให้ผมพิจารณากาย ผมพิจารณากายมาหลายปีแล้ว จนตอนนี้กิเลสผมมี 4 ส่วน ผมตัดเหลือ 2 ส่วน แต่พิจารณากายเท่าไหร่มันก็ไม่แตกฉาน"
หลวงปู่มั่นก็บอกว่า "ให้เธอดูจิต ให้เธอพิจารณาจิต" พูดแค่นี้เอง ไม่ได้พูดอะไรเยอะ
หลวงปู่ดุลย์ท่านก็ไปดูจิตแค่นี้ ไม่ได้อ่านพระไตรปิฎกอะไรเยอะแยะ
ในสมัยพุทธกาลก็เหมือนกัน มีภิกษุจะละสังขาร
พระพุทธเจ้าถามว่า "เจ็บมากมั้ย"
ท่านก็บอกว่า "เจ็บมาก พิจารณาธรรมอะไรไม่ไหวแล้ว เพราะมันเจ็บ"
เวลาที่คนเราจะตาย พระพุทธเจ้าใช้คำว่า 'กายแตกทำลาย'
ผมเห็นคำนี้ครั้งแรกผมสะเทือนเลยนะครับ
พอท่านบอกพระพุทธเจ้าว่า "เจ็บมาก พิจารณาอะไรไม่ไหว"
พระพุทธเจ้าก็บอกว่า "ให้เธอสักแต่รู้"
เป็นหนทางที่ลัด สั้นที่สุด "สักแต่รู้" ใจสงบ ไม่สงบ ก็ "สักแต่รู้"
คุณบอกว่าคุณไม่มีสติเลย คุณก็ "สักแต่รู้" นี่ก็คือมีสติแล้ว
จิตวุ่นวาย ขุ่นมัว ทำอย่างไร ภาวนาไม่ได้ เมื่อคุณรู้ "นี่คือภาวนาแล้ว"
แต่วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายจนยาก เพราะทุกคนไม่เชื่อว่าทำแค่นี้แล้วจะพัฒนา
"สักแต่รู้" "สักแต่เห็น" ไม่ต้องให้ค่าให้ความหมาย แค่เห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของมัน
การปฏิบัติธรรมเหมือนกับการที่เราหลงทางอยู่ในถ้ำ
แล้วเราเจอหลวงพ่อรูปหนึ่งบอกธรรมะ หรืออาจจะเจอกัลยาณมิตรบางคนที่มีภูมิธรรม ผู้รู้ท่านนี้บอกว่า "ทางในถ้ำนี้คดเคี้ยวมากนะ คุณไม่ต้องทำอะไรเลย คุณแค่จุดเทียนเล่มเล็กๆ แล้วเดินไปเรื่อยๆ เมื่อไหร่ที่มีทางแยกให้จำคำของผมไว้นะ คุณไม่ต้องทำอะไร คุณตรงอย่างเดียว
"เมื่อคุณเห็นแม่น้ำอยู่กลางถ้ำ คุณก็ไม่ต้องทำอะไร คุณแค่เดินเป็นเส้นตรง จะมีแม่น้ำและสะพานข้ามแม่น้ำ สะพานนั้นจะตัดตรงข้ามไป แต่มันจะมีสะพานที่เลี้ยวไปทางอื่นด้วย คุณไม่ต้องทำอะไร คุณเดินตรงไป และเมื่อคุณตรงไปอีก เจอบึงจระเข้เยอะแยะ คุณไม่ต้องทำอะไร คุณเดินตรงไป
"บางครั้งบางจังหวะ จระเข้ขวางทางอยู่ แต่คุณไม่ต้องกลัว จระเข้เหล่านั้นไม่กัดคุณแน่นอน คุณเดินตรงไป บางครั้ง บางจังหวะ บางโอกาส คุณอาจจะเจอยักษ์ตัวหนึ่งถือกระบองขวางทางคุณอยู่ แต่คุณไม่ต้องกลัว ยักษ์ตัวนั้นไม่มีตันตน คุณแค่เดินตรงไป
"และบางครั้งระหว่างทาง อาจจะมีทางแยกไปทางซ้าย คุณรู้มั้ยว่าทางซ้ายมีพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งยืนอยู่ แต่คุณไม่ต้องเลี้ยวไป เพราะนั่นไม่ใช่ของจริง คุณเดินตรงไป คุณจะเห็นว่าเป็นเงาพระพุทธเจ้า อาจจะเป็นพญามารมาหลอกล่อคุณ มาบอกคุณว่าเดินมาทางนี้สิ ทางนี้เป็นทางที่ดี ไม่ต้องสนใจ คุณเดินตรงไป
"และพอคุณใกล้ๆ จะออก บางครั้งมีสมบัติอยู่ฝั่งซ้าย มีทองคำอยู่ฝั่งขวา ข้างหน้าคุณจะเห็นแต่ทางมืดๆ คุณเดินตรงไป ถ้าคุณทำเช่นนี้ได้ คุณจะพบทางออกจากถ้ำ"
การปฏิบัติธรรมเป็นแบบนี้
อยู่ที่ศรัทธา ไม่มีอะไรอย่างอื่นเลย วิธีการเทคนิคไม่ต้องมีมาก แต่ต้องมีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวในวิธีการ และไม่ย่นย่อ
ศรัทธา ทาน ศีล สมาธิ ปัญญาหรือวิปัสนา
ถ้าศรัทธาไม่ถึงพร้อม ทุกอย่างจะเรรวนไปหมด
พระพุทธเจ้าพูดอยู่เสมอ ความเป็นมนุษย์มีสิ่งมีค่า
ถ้าเราจะคว้าธงชัยจริงๆ ธงชัยแห่งพระนิพพาน หรือธงชัยแห่งการดับทุกข์อย่างสิ้นเชิง
มีแต่มนุษย์ที่ไปคว้าได้
ศรัทธา จะทำให้เราเชื่อว่าเรานิพพานได้
ทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด ศรัทธา-ทาน-ศีล-วิปัสนา เราสามารถจับตัวใดตัวหนึ่ง ก็ไปถึงนิพพานได้
แต่ทุกอย่างเริ่มต้นจากฐาน คือ "ศรัทธา"